DE เผยความคืบหน้า 5 ภารกิจขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล

DE

ดีอี (DE) ประชุม TopEx หารือ 5 ภารกิจขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคมดิจิทัล ในทุกมิติ…

highlight

  • ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงดีอี (Top Executives) ครั้งที่ 2/2568 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี (เข้าประชุม ผ่านระบบ Video Conference), ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที และผ่านระบบ Video Conference

DE เดินหน้าจัดประชุม TopEx ต่อเนื่อง พร้อมเผยความคืบหน้า 5 ภารกิจ ขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล

DE
ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี)

ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ตามที่กระทรวงดีอี ดำเนินการขับเคลื่อนการใช้งานระบบ e-Office ในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกด้านการให้บริการประชาชน ตามข้อสั่งการของ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ซึ่งปัจจุบันกระทรวงดีอี เตรียมที่จะร่วมกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ดำเนินการเชื่อมโยงการใช้ระบบ e-Office เพื่อบูรณาการการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลแบบไร้กระดาษ ( Paperless) สนับสนุนระบบการทำงานและบริหารจัดการภายในองค์กรของ สปน.

ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (สดช.) หรือ บีดีอี (BDE) ได้หารือร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) เตรียมขยายโครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชนเพื่อการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในสาขาของไปรษณีย์ที่มีศักยภาพในแต่ละพื้นที่

เพื่อให้คนในชุมชนได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เรียนรู้ และใช้งาน เพื่อการสร้างรายได้ สร้างอาชีพเพิ่มขึ้น โดยในการประชุมครั้งนี้มีการหารือร่วมกับของผู้บริหารหน่วยงานของกระทรวงดีอี มีวาระสำคัญในการร่วมพิจารณา 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

การพัฒนาระบบฐานข้อมูล Big Data กองทุนหมู่บ้าน

DE

ซึ่งโครงการนนี้ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ บีดีไอ (BDI) จะดำเนินการสนับสนุนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของสำนักงานกองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เพื่อการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้าน

ซึ่งระบบที่พัฒนาขึ้นได้มีการจัดเก็บ และรวบรวมข้อมูลที่กองทุนหมู่บ้าน 79,610 แห่งทั่วประเทศ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดการในรูปแบบ dashboard ซึ่งจะใช้เทคโนโลยี AI สนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูล ผ่านการเชื่อมโยงแพลตฟอร์ม Big Data เช่น City Data Platform (CDP)

เพื่อใช้ในการบริหารจัดการและการพัฒนาท้องถิ่นของจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งการจัดทำฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์กองทุนหมู่บ้าน

ดำเนินงาน ศูนย์กลางข้อมูลสถิติด้านดิจิทัลของประเทศไทย (Thailand Digital Data Center (TDDC)) ภายใต้คณะทำงานจัดทำข้อมูลสถิติด้านดิจิทัลของประเทศไทย

DE

โครงการนี้ทางกระทรวงได้มอบหมายให้ทาง สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) จัดทำศูนย์ TDDC ขึ้น ในรูปแบบของบัญชีรายการข้อมูล (Data Catalog Concept) บนเว็บไซต์ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยจะประกอบด้วย การรวบรวมรายการข้อมูล ดัชนี/ตัวชี้วัดตามชุดตัวชี้วัดสากลหน่วยงานรัฐต่าง ๆ เช่น WDCR ADIX OECD Toolkits เป็นต้น

เพื่อรวมทั้งรวบรวมรายการตัวชี้วัดตามแผนระดับต่าง ๆ ด้านดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ นอกจากนี้ยังมีการจัดทำ Dashboard เพื่อใช้วิเคราะห์ข้อมูลในแต่ละชุดตัวชี้วัด ซึ่งทั้งรายการข้อมูล และ Dashboard ดังกล่าว ได้ทำการเผยแพร่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าไปใช้งานได้ที่ Website tddc.gdcatalog.go.th (ปัจจุบันมีชุดข้อมูลทั้งหมด 237 ชุดข้อมูล ณ วันที่ 28 มกราคม 2568)

ดำเนินโครงการสำมะโนประชากร และเคหะ พ.ศ.2568

DE

โครงการนนี้ทาง สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ได้เตรียมจัดทำโครงการสำมะโนประชากร และเคหะ พ.ศ. 2568 เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประชากรทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศ ตามที่อยู่จริง เพื่อให้ทราบเกี่ยวกับข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนประชากร โครงสร้างอายุและเพศ การกระจายตัว และลักษณะทางเศรษฐกิจ และสังคม

ที่สำคัญของประชากร รวมถึงลักษณะของที่อยู่อาศัยของประชากร โดยใช้เป็นฐานข้อมูลด้านประชากร และเคหะและนำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย วางแผน และติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงจัดหาสาธารณูปโภค และบริการภาครัฐให้แก่ประชาชนได้ตรงตามความต้องการอย่างเพียงพอ และมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ สสช. จะดำเนินการจัดทำโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2568 ในรูปแบบ Digital Census โดยประชาชนสามารถตอบแบบสอบถามผ่านทางออนไลน์ ร่วมกับแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ระหว่างวันที่ 1-20 เมษายน 2568 เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการให้ข้อมูล

ซึ่งจะมีการชี้แจงรายละเอียดช่อทางการเก็บข้อมูล และวิธีการร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ รวมทั้งร่วมกับ บ.ไปรษณีย์ไทย จำกัด ดำเนินการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ ในช่วงระหว่างวันที่ 21 เมษายน-19 มิถุนายน 2568 เพื่อจัดเก็บข้อมูลของประชาชน ที่อาจจะไม่สะดวก หรือมีปัญหา/อุปสรรคในการตอบแบบสอบถามผ่านออนไลน์

แผนการขับเคลื่อน (ร่าง) ... ส่งเสริมอุตสาหกรรมเกม .. ….

DE

ตามที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (สศด.) ได้มีการส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ครอบคลุมสาขาอุตสาหกรรมเกม แอนิเมชัน คาแรคเตอร์ และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามูลค่าอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศ ในปี พ.ศ.2566 มีสูงถึง 44,236 ล้านบาท

โดยเป็นมูลค่าการบริโภคในอุตสาหกรรมเกมถึง 34,288 ล้านบาท หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ 77.5 โดยเป็นการนำเข้าสินค้า และบริการเกมเข้ามาบริโภคแทบทั้งสิ้น มีสัดส่วนที่ผลิตในประเทศเพื่อบริโภค และส่งออกเพียง 886 ล้านบาท

โดยในปัจจุบันตลาดเกมไทยถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ 1 ใน 3 ของอาเซียน และมีอัตราการเติบโตสูง ดังนั้นเพื่อเป็นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเกมให้เป็นอุตสาหกรรม New S-curve และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น จำเป็นต้องมีการวางกลไก และแนวทางการขึ้นทะเบียน กำกับ

และการส่งเสริมที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบริบทการส่งเสริมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคมดิจิทัลของประเทศ โดยแยกจาก (ร่าง) พ.ร.บ. ภาพยนตร์ และวีดิทัศน์ ฉบับใหม่

ติดตามความคืบหน้าของบัญชีบริการดิจิทัล

DE

ในเรื่องดังก่าวทางกระทรวงได้มอบให้ทาง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (สศด.) หรือ ดีป้า ได้จัดทำบัญชีบริการดิจิทัล และเป็นหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ประกอบการดิจิทัล (วิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้น (Digital Startup)) และบริการดิจิทัล ที่ขอขึ้นทะเบียนบัญชีบริการดิจิทัล

โดยมี กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้ผลักดันเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และเป็นหนึ่งในหมวดพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริม หรือสนับสนุน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการดิจิทัลร่วมพัฒนาระบบราชการไทย โดยในส่วนของการขึ้นทะเบียนบัญชีบริการดิจิทัล

ทาง ดีป้า จะทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ประกอบการดิจิทัลไทย รวมถึงสินค้า และบริการดิจิทัลที่ขอรับการขึ้นทะเบียน ไม่ว่าจะเป็น Software, Software as a Service, Digital Content Service, Smart Devices และ Hardware and Firmware ฯลฯ

ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดด้านมาตรฐานตามที่สำนักงานฯ กำหนด เช่น CMMI, ISO สำหรับ Software และ dSURE สำหรับ Smart Devices ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัย การใช้งาน และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อให้มั่นใจข้อมูลถูกจัดเก็บในประเทศไทย ไม่รั่วไหล โดยจะต้องมีการระบุราคาที่ชัดเจน

เชื่อถือได้ เป็นไปตามข้อกำหนดของกรมบัญชีกลาง ซึ่งถือเป็นกลไกหลักที่จะช่วยพัฒนาผู้ประกอบการดิจิทัลไทย ในขณะเดียวกัน ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากบริการภาครัฐที่ได้รับการยกระดับด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่เป็นของคนไทย สอดรับกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น

พร้อมกันนี้ ดีป้า ยังเตรียมพร้อมแพลตฟอร์ม TECHHUNT ที่ได้รวบรวมสินค้าและบริการดิจิทัลจากผู้ประกอบการไทยที่มีคุณภาพ และมีข้อมูลชัดเจน ซึ่งในปัจจุบันมีสินค้า และบริการดิจิทัลที่ขึ้นทะเบียนบัญชีบริการดิจิทัลแล้ว 615 สินค้า และบริการ จาก 91 บริษัท และอยู่ระหว่างการเชิญชวนหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้เข้ามาใช้บริการผ่านบัญชีบริการดิจิทัลแล้ว 5,515 หน่วยงาน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของความคืบหน้าการประกาศใช้ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งมีเนื้อหาสาระสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับการร่วมรับผิดชอบของสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม

และแพลตฟอร์มดิจิทัล สื่อโซเชียล ในการชดใช้ความเสียหายที่เกิดจากอาชญากรรมออนไลน์ หากมีการปล่อยปละละเลยให้เกิดขึ้น โดยทางประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีหนังสือแสดงความกังวลเรื่องผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ

DE
ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี)

“ในเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ โดยกระทรวงดีอี ได้เตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มดิจิทัล เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือ และชี้แจงรายละเอียดของข้อกำหนดตาม พ.ร.ก. โดยยืนยันจะดำเนินการให้เป็นไปตามความเหมาะสม

เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่มีผลกระทบสร้างความเสียหายให้กับประชาชน ในส่วนเรื่องการดำเนินการป้องกัน และปราบปรามการหลอกลวงทางไซเบอร์ นั้นได้มีการวางมาตราการ และดำเนินการป้องกันร่วมกับภาคเอกชน ทั้งในส่วนของตัดเน็ต และการตัดไฟ ในบริเวณพื้นที่คาดว่าเป็นแหล่งยุทธสาสตร์ตามแนวชายแดน

วันนี้ผลของการดำเนินการได้ส่งผลทำให้สามารถลดมูลค่าเสียหายลดเหลือเพียง 32-33 ล้านบาทต่อวัน จากเดิมที่มูลค่าเสียหายเฉลี่ย 80-100+ ล้านบาทต่อวัน แล้วซึ่งทางกระทรวงยืนยันว่าจะยังดำเนินมาตรการเข้มข้นอย่างต่อเนื่องต่อไปเพื่อให้มูลค่าความเสียหายลดลงให้มากที่สุด” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) 
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A

สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th

ITDay