DE เปิดบ้าน โชว์ผลงาน 1 ปี สานต่อนโยบาย สร้างเศรษฐกิจ-สังคมดิจิทัลอย่างเท่าเทียม-ยั่งยืน

DE

รองนายกฯ ประเสริฐ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม หรือ ดีอี (DE) เปิดบ้าน โชว์ผลงาน 1 ปี สานต่อนโยบาย สร้างเศรษฐกิจ สังคม เท่าเทียม ยั่งยืน…

highlight

  • ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) เปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม ครบรอบ 8 ปี โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี, เวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี, ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงดีอี ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี รวมทั้งข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ อาคารสำนักงานด้านทิศตะวันออกของโครงการพื้นที่ส่วนขยายศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 โซน C

DE เปิดบ้าน โชว์ผลงาน 1 ปี พร้อมสานต่อ 8 นโยบาย สร้างเศรษฐกิจ-สังคมดิจิทัลอย่างเท่าเทียม-ยั่งยืน

DE
ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี)

ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงดีอี ครบรอบ 8 ปี ถือเป็นโอกาสอันดีที่กระทรวงดีอีเตรียมการเดินหน้าสานต่อนโยบาย The Growth Engine of Thailand

การขับเคลื่อนประเทศไทยด้วย 3 เครื่องยนต์ใหม่ คือ เพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัล, สร้างความมั่นคง และปลอดภัยของเศรษฐกิจ สังคมดิจิทัล และเพิ่มศักยภาพทุนมนุษย์ด้านดิจิทัล โดยตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ( กันยายน 2566-สิงหาคม 2567) กระทรวงดีอี ได้ขับเคลื่อนภารกิจต่าง ๆ ดังนี้

การแก้ไขปัญหาภัยออนไลน์

กระทรวงดิจิทัล ดีอี ได้ดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC) หรือศูนย์ AOC 1441 ในระยะเวลาตั้งแต่ 1 พ.ย.66-31 ส.ค.67 ซึ่งสามารถปิดกั้นเว็บไซต์ และโซเชียลมีเดียที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการแก้ไขปัญหาบัญชีม้า และซิมม้า ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • รับเรื่องจากจำนวนสายโทรเข้า (1144) 985,538 สาย (เฉลี่ยต่อวัน 3,231 สายต่อวัน)
  • ระงับบัญชีธนาคาร 291,256 บัญชี (เฉลี่ยต่อวัน 1,107 บัญชีต่อวัน)
  • ปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ หรือ URLs เพจผิดกฎหมายทุกประเภท จำนวน 138,660 URLs เพิ่มขึ้น 11 เท่า
  • ปิดกั้นเพจ หรือ URLs ที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ จำนวน 58,273 URLs เพิ่มขึ้น 34.3 เท่า
  • ระงับบัญชีม้า แบ่งเป็น (สำนักงานป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ปิด 450,000 บัญชี ธนาคาร 300,000 บัญชี และศูนย์ AOC 1441 ระงับ 291,256 บัญชี) รวมกว่า 1,000,000 บัญชี
  • ระงับซิมม้า จำนวนกว่า 1,000,000 หมายเลข

DE

นอกจากนี้ ทางกระทรวงดิจิทัล แก้ไขกฎหมาย COD ซื้อสินค้าเก็บเงินปลายทาง ด้วยการออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการบริการขนส่งสินค้าโดยเรียกเก็บเงินปลายทางเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน พ.ศ.2567 โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 3 ต.ค.67 เป็นต้นไป

เพื่อแก้ไขปัญหาการซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์แบบใช้บริการเก็บเงินปลายทาง (COD) ตามที่คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาภายใต้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มีมติเห็นชอบ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อเดือน ก.ค.67 ที่ผ่านมา

พร้อมกับวางแนวทางในการช่วยเหลือผู้เสียหายจากการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยเตรียมการร่างกฎหมายที่หาวิธีการคืนเงินให้กับเหยื่อ พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวเร่งดำเนินการนำเงินที่อาญัติไว้ให้มาอยู่ในครอบครองของภาครัฐ ดีกว่าปล่อยให้ธนาคารนำเอาไปใช้ประโยชน์ในแง่ของธุรกิจ

ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งปัจจุบันมีเงินที่ถูกอาญัติอยู่ราว 6,000 ล้านบาท และทรัพย์สินที่อาญัติไว้ราว 4,000 ล้านบาท

แก้ไขปัญหาข้อมูลรั่วไหล

ขณะที่ในส่วนของด้นของการแก้ไขปัญหาข้อมูลรั่วไหล (พฤศจิกายน 2566 ถึง สิงหาคม 2567) ทางกระทรวงดิจิทัล ได้ให้ศูนย์ PDPC Eagle Eye ที่ดำนเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ที่ได้ดำเนินการตรวจสอบ ค้นหา เฝ้าระวัง 43,561 หน่วยงาน

พร้อมกับวางกระบวนการแก้ไขปัญหาการซื้อขายข้อมูล ปิดกั้นโซเชียลมีเดียที่เกี่ยวข้อง และจับกุมผู้กระทำผิดอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ทำให้สามารถลดสัดส่วนการรั่วไหลของข้อมูลลงจากเดือน พ.ย.66 31.40% ลดลงเหลือ 1.5% ในเดือน ส.ค.67 ซึ่งผลการดำเนินงานที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

  • ปิดกั้นโซเชียลที่ล่อล่วง ได้ 110 เรื่อง
  • จับกุมผู้กระทำผิด ได้ 9 ราย
  • ลงโทษปรับ บริษัทเอกชนทำข้อมูลรั่วไหล ได้ 7 ล้านบาท

ขับเคลื่อนดิจิทัลระดับภูมิภาค

กระทรวงดิจิทัล ได้เร่งรัดส่งเสริมการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ และสนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัลในจังหวัดครอบคลุมพื้นที่ระดับอำเภอ โดยมีผลการดำเนินการ ดังนี้

  • ผลักดันโครงการDigital Korat : The Future Starts nowโคราช มหานครดิจิทัลแห่งอนาคต ให้เป็นเมืองต้นแบบการขับเคลื่อน และยกระดับเมืองดิจิทัลในระดับภูมิภาค พร้อมสานต่อผลดำเนินการไปยังพื้นที่ 878 อำเภอ ทั่วประเทศ
  • ผลักดันโครงการจัดตั้งศูนย์ดิจิทัลชุมชน เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัลของเด็ก เยาวชน และประชาชน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และใช้เทคโนโลยีเพื่อการประกอบอาชีพ และสร้างรายได้ โดยมีเป้าหมายสร้างให้ได้ 2,222 แห่ง
  • ดำเนินการอินเทอร์เน็ตสาธารณะ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน 24,654 หมู่บ้าน
  • ผลักดันโครงการชุมชนโดรนใจ (One Tambon One Digital : OTOD) ใน 500 ชุมชน โดยวางเป้าหมายในการยกระดับทักษะเกษตรกร 1,000 คน พร้อมสร้างธุรกิจบริการโดรน 50 ชุมชน และสร้างศูนย์สอบอนุญาตการบินโดรน 5 ภูมิภาค เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 20,000 ล้านบาท

DE

นโยบาย Cloud First Policy

กระทรวงดิจิทัล ได้ผลักดันการใช้ระบบคลาวด์เป็นหลัก มุ่งสู่การเป็น Cloud Hub ของภูมิภาค ด้วยการยกระดับการทำงานของภาครัฐด้วยการนำเทคโนโลยี และระบบดิจิทัลมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ อาทิ

  • ให้บริการระบบคลาวด์ เพื่อพัฒนาการบริการประชาชน ในหน่วยงานภาครัฐ 220 กรม จำนวน 75,000 VM
  • จัดสรรประหยัดงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน การประมวลผลของประเทศ 30-50 %
  • ส่งเสริมการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูล และการใช้ประโยชน์ Big Data
  • สนับสนุนท้องถิ่นประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในกระบวนการทำงาน
  • ส่งเสริมผู้ประกอบการไทย และผู้ประกอบการต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

AI Agenda

กระทรวงดิจิทัล ได้เดินหน้าขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการพัฒนาประเทศ โดยดำเนินการใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI บนระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ภายใต้โครงการ National AI Service Platform ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมด้านจริยธรรม กฎหมาย และสังคม ในด้าน AI Ethics, Governance, Regulation 
  • พัฒนาทักษะด้าน AI ด้วยการพัฒนาทักษะความรู้ด้านเทคโนโลยี AI ผ่านกลไกสำคัญอย่าง Upskill, Reskill และ New Skill ให้กับบุคลากรทุกภาคส่วน ผ่านการจัดกิจกรรมการระดมความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเสริมสร้างความรู้ ทักษะ ด้านเทคโนโลยี AI สำหรับผู้ประกอบการ SMEs และประชาชน
  • เร่งรัดการจัดทำระบบ AI Use Case ในภาครัฐ และเอกชน เช่น AI Use Case การพยากรณ์อากาศระยะปัจจุบันอัจฉริยะ พยากรณ์กลุ่มฝนเชิงพื้นที่ระดับอำเภอ (ระยะ 3 ชม. ข้างหน้า) บริเวณ 22 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ และแผนที่เสี่ยงภัยสภาวะฝนตกหนักถึงหนักมาก
DE
ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี)

พัฒนากำลังคนดิจิทัล Digital Manpower

กระทรวงดิจิทัล ดำเนินการส่งเสริมพัฒนาทักษะความรู้ด้านดิจิทัลให้กับกำลังคน และบุคลากรดิจิทัลในทุกระดับด้วยโครงสร้างพื้นฐาน แพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลกำลังคนดิจิทัล ผ่าน Digital ID (Credit bank) โดยเพิ่มกำลังคนด้านดิจิทัล 550,000 คน ร่วมกับเอกชน โดยมีเป้าหมาย ดังต่อไปนี้ 

  • ดึงดูดกำลังคนดิจิทัล ภายใต้โครงการ Global Digital Talent VISA
  • ดำเนินโครงการ อาสาสมัครดิจิทัล และสภาเยาวชนดิจิทัล ขยายผลให้ความรู้ด้านดิจิทัลแก่ประชาชน

สร้าง Startups & SMEs ไทยให้สามารถแข่งได้

กระทรวงดิจิทัล ดำเนินโครงการ บัญชีบริการดิจิทัล Thailand Digital Catalog เพื่อ เปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการดิจิทัลไทยในการเข้าสู่ตลาดภาครัฐ โดยรัฐสามารถใช้กระบวนการทางพัสดุด้วยวิธีคัดเลือก หรือเฉพาะเจาะจงในการซื้อ หรือเช่าซื้อสินค้า และบริการดิจิทัลจากบัญชีบริการดิจิทัล

ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม มีมาตรฐาน และสามารถตรวจสอบได้ โดยมีเป้าหมาย ดังต่อไปนี้

  • ส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลาง และขนาดเล็ก (SMEs) ด้วยฃมาตรการภาษี Tax 200%
  • พัฒนาเครื่องหมายรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ดิจิทัล ให้ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ และระดับสากล ภายใต้เครื่องหมาย dSURE
  • บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ทำผิดกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหานำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ราคาต่ำ

ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล

ทาง กระทรวงดิจิทัล ได้วางเป้าหมายหลักในการยกอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของไทยให้อยู่ใน 30 อันดับแรกของโลกภายในปี 2569 หลังจากที่ผลสำรวจ การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของไทยในปี 2566 (Thailand Digital Competitiveness Ranking 2023)

จาก IMD World Digital Competitiveness Ranking 2023 ระบุว่า ประเทศไทยสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล ดีขึ้น 5 อันดับ จากอันดับที่ 40 ในปี 2565 ไปอยู่อันดับที่ 35 ได้ 

DE
ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี)

“กระทรวงดีอี พร้อมที่จะขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญของประเทศไทย คือการเป็น ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Hub) ของภูมิภาค โดยมีภารกิจสำคัญคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การยกระดับและพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล

รวมไปถึงการสร้างความตระหนักรู้ ความเชื่อมั่นในการใช้งานเทคโนโลยีของประชาชนคนไทยทุกคน บนพื้นฐานของการสร้างเศรษฐกิจ และสังคมดิจิทัลที่เท่าเทียม ทั่วถึง และยั่งยืน” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) 
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A

สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th

ITDay