ดีป้า (depa) และ ไอเอ็มซี (IMC) เผยผลสำรวจอุตสากรรมดิจิทัลปี 67 เติบโต 2.4 ล้านล้าน โดยเฉพาะฮาร์ดแวร์ และอุปกรณ์อัจฉริยะเติบโตสูงสุด 26.6% ลั่น!! ต้องเตรียพร้อมรับมือจากเกมระหว่าง 2 ขั้วอำนาจโลก…
highlight
- ดีป้า ร่วมกับ สถาบันไอเอ็มซี เผยผลสำรวจข้อมูล และประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัล ประจำปี 2567 และคาดการณ์แนวโน้ม 3 ปี ระบุภาพรวมอุตสาหกรรมขยายตัวถึง 23.35% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 2.496 ล้านล้านบาท โดยอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ และอุปกรณ์อัจฉริยะขยายตัวสูงสุดที่ 26.6% พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา และชี้โอกาสของอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยท่ามกลางการแข่งขันระหว่างสองขั้วอำนาจโลก
depa เผย อุตฯดิจิทัลไทยปี 67 โตทะลุ 2.4 ล้านล้าน ชี้ฮาร์ดแวร์อัจฉริยะแรงสุด ลั่นต้องเตรียมพร้อมรับแรงสั่นสะเทือนจาก 2 ขั้วอำนาจโลก

กษมา กองสมัคร รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานยุทธศาสตร์ และความมั่นคง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า การสำรวจข้อมูลและประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัลดำเนินการร่วมกันระหว่าง ดีป้า และ สถาบันไอเอ็มซี
โดยมุ่งเน้นไปที่ 4 อุตสาหกรรมหลัก ประกอบด้วย อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (Software) อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ (Hardware and Smart Devices) อุตสาหกรรมบริการดิจิทัล (Digital Services) และอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content)
โดยการสำรวจข้อมูล และประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัล ประจำปี 2567 พบว่า ภาพรวมขยายตัวจากปีก่อนหน้าถึง 23.35% มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 2,496,760 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมที่ขยายตัวสูงที่สุดคือ อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ และอุปกรณ์อัจฉริยะที่มีอัตราการเติบโต 26.62% มีมูลค่า 1,845,027 ล้านบาท ร
องลงมาคือ อุตสาหกรรมบริการดิจิทัล เติบโต 19.54% มีมูลค่า 367,738 ล้านบาท และอุตสาหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์ เติบโต 14.41% มีมูลค่า 50,609 ล้านบาท อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ เติบโต 8.46%
มีมูลค่า 233,386 ล้านบาท

ภาพรวมบุคลากรดิจิทัลยังเติบโต คาดใน 3 ปี อุตฯ ดิจิทัลมีมูลค่ารวมเฉลี่ย 3 ล้านล้านบาท
ในส่วนของบุคลากรดิจิทัลในภาพรวมยังคงเติบโต โดยการสำรวจพบว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์มีบุคลากรเพิ่มขึ้นถึง 23.77% มีจำนวน 175,254 คน ขณะที่อุตสาหกรรมบริการดิจิทัลมีบุคลากร 86,177 คน เติบโต 6.23% อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ และอุปกรณ์อัจฉริยะมีบุคลากร 305,875 คน ลดลง 5.05% โดยมีสาเหตุสำคัญ
มาจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิต และการใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติมากขึ้น สำหรับคาดการณ์แนวโน้ม 3 ปี (2568-2570) พบว่า อุตสาหกรรมบริการดิจิทัล จะมีอัตราการเติบโตสูงสุด ประมาณ 10-14% ต่อปี รองลงมาคือ อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ และอุปกรณ์อัจฉริยะ โดยจะเติบโตต่อเนื่อง 6-7% ต่อปี
ขณะที่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ จะเติบโตประมาณ 4-6% ต่อปี และอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์จะเติบโตประมาณ 1-5% ต่อปี พร้อมกันนี้ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า ปี 2570 ทั้ง 4 อุตสาหกรรม จะมีมูลค่ารวมเฉลี่ย 3 ล้านล้านบาท
ซึ่งการเติบโตดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางขาขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ ที่สร้างความตื่นตัวในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดความต้องการซื้อที่สูงขึ้น

รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี และผู้จัดการโครงการฯ ร่วมกับ
ศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ นักวิจัยโครงการ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมที่ขยายตัวสูงที่สุดในปี 2567 คือ อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ และอุปกรณ์อัจฉริยะ โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 26.62%
และมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 1,845,027 ล้านบาท เป็นผลมาจากการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจโลก และความต้องการอุปกรณ์อัจฉริยะที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการนำเข้าอุปกรณ์อัจฉริยะที่มีมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 34.40% คิดเป็นมูลค่า 624,099 ล้านบาท ขณะที่การส่งออกเติบโต 23% มีมูลค่า 1,220,928 ล้านบาท

สำหรับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ แม้จะมีอัตราการเติบโตไม่สูงมากที่ 8.46% แต่มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 233,386 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น ซอฟต์แวร์ มีมูลค่า 88,129 ล้านบาท เติบโต 8.26% ขณะที่บริการซอฟต์แวร์
มีมูลค่า 145,257 ล้านบาท เติบโต 8.57%
ทั้งนี้ ปี 2567 ซอฟต์แวร์ที่ผลิตใช้ในประเทศไทยมีมูลค่า 172,822 ล้านบาท เติบโต 8.38% ขณะที่การส่งออกมีมูลค่า 2,625 ล้านบาท ขยายตัว 8.80% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 57,939 ล้านบาท ขยายตัว 8.68%

อุตสาหกรรมบริการดิจิทัล ปี 2567 มีมูลค่ารวม 367,738 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 19.54% มีปัจจัยหนุนมาจากความต้องการใช้บริการดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริการ e-Retail ที่มีมูลค่า 117,107 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 46.29% ส่วนบริการ e-Logistics มีมูลค่า 108,693 ล้านบาท เติบโต 17.60%

“ดีป้า และหน่วยร่วมดำเนินการหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลสำรวจข้อมูล และประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัล ประจำปี 2567 และคาดการณ์แนวโน้ม 3 ปี จะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบาย และทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลของรัฐบาลในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ
อีกทั้งจะเป็น ส่วนสำคัญเพื่อประกอบการตัดสินใจวางแผนธุรกิจของภาคเอกชนอีกด้วย” กษมา รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว
เกมชิงอำนาจ 2 ขั้วมหาอำนาจโลก กับ “โอกาส” และ “ความท้าทาย” อุตฯดิจิทัลไทย
ภายในงานยังมีการวิเคราะห์ผลกระทบของการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาต่ออุตสาหกรรมดิจิทัลไทยในประเด็นที่อาจส่งผลกระทบทั้งด้านบวก และด้านลบต่อการส่งออก และนำเข้าสินค้าดิจิทัลของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ และอุปกรณ์อัจฉริยะที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก

ปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม แห่งประเทศไทย ในหัวข้อ “มองเกมให้ขาด: ทางเลือกระหว่างสองขั้วอำนาจกับโอกาสของดิจิทัลไทย” โดยชี้ให้เห็นถึงโอกาสของไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลท่ามกลางการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงการปรับตัวของอุตสาหกรรมไทยเพื่อรับมือกับความท้าทาย และโอกาสใหม่ที่เกิดขึ้น

“วันนี้เทคโนโลยีคือเครื่องมือในการกำหนดทิศทางภูมิรัฐศาสตร์ และเป็นเครื่องมือในการชิงความได้เปรียบทางเศรษฐ์กิจ ของ สหรัฐฯ และจีน ซึ่งฝั่งสหรัฐฯ มองท่าทีของไทยในเรื่องการที่จะกลายเป็นประเทศที่เป็นช่องทางสำคัญในการส่งต่อชิปประมวลผล (GPU) ไปยังตลาดจีน
เนื่องจาก จีน มองประเทศไทยเป็นพันธมิตรสำคัญในการขยายห่วงโว่อุปทานทางดิจิทัลให้แก่จีน ทำให้เกิดประเทศตกอยู่ภาวะ “Digital Dilemma” ดังงั้นวันนี้ผู้ประกอบการไทย จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการเลือกว่าจะใช้เทคโนโลยีจากฝั่งใด แม้อาจจะจะไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะอยู่ฝ่ายใด

แต่จำเป็นต้องกำหนดความชัดเจน ในการยุทธศสตร์ ก่อนที่จะติดอยู่ในระหว่างการถูกบีบให้เลือก ซึ่งจะเป็นอันตรายในส่วนของเชิงยุทธศาสตร์ได้ หากประเทศไทยต้องการศูนย์กลางทางเทคโนโลยีในภูมิภาคนี้ อาจจะจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งในเรื่องของการพัฒนากรอบกฏหมาย
อาทิ กฏหมายที่เกี่ยวเนื่องกับโครงสร้างพ์้นฐานทางด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) พร้อมกับดำเนินการควบคู่ไปกับการส่งเสริม และสร้างกรณีศึกษา ที่จับต้องได้ ซึ่งอาจจจะเริ่มจากตลาดเฉพาะกลุ่ม เพื่อหลีกการแข่งขันโดยตรงกับทั้ง 2 มหาอำนาจ”

ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th



























