“รองนายกฯ ประเสริฐ”’ ผลักดันงบรายหัวศูนย์การเรียนทุกประเภทเข้าสู่ ครม. ยกระดับการศึกษาทางเลือกด้วยโมเดลสุราษฎร์ฯ สู่เป้าหมาย Zero Dropout…
highlight
- “รองนายกฯ ประเสริฐ” เผยผลักดันเงินอุดหนุนรายหัวศูนย์การเรียนทุกประเภทเข้า ครม. หลังรอคอยกว่า 10 ปี ยก “สุราษฎร์ฯ โมเดล” ค้นพบเด็กนอกระบบได้ 100% พร้อมส่งต่อเข้าสู่ระบบการศึกษา เดินหน้า “Thailand Zero Dropout” ดึงทุกภาคส่วนสร้างการศึกษายืดหยุ่น มีรายได้ ( Learn to Earn) ผ่านความร่วมมือเครือข่ายระดับจังหวัด
“รองนายกฯ ประเสริฐ“’ เปิด สุราษฎร์ โมเดล ค้นเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ครบ 100%

รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเด็ก และเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout)
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ป่าชุมชนบ้านปากลาง ต.ตะกุกใต้ อ.วิภาวดี จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาเด็ก และเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ จ.สุราษฎร์ธานีว่า การขับเคลื่อนมาตรการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ภายใต้ 4 มาตรการหลัก มีความคืบหน้าอย่างมาก โดยสามารถค้นหาเด็กและเยาวชนได้ครบ 16,279 คน หรือ 100% ขณะนี้อยู่ระหว่างการส่งต่อเข้าสู่ระบบการศึกษา การเรียนรู้แบบยืดหยุ่น และการพัฒนาตนเองให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) กล่าวว่า การดำเนินงานครั้งนี้ขับเคลื่อนบนฐานความร่วมมือของจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ร่วมกับศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เขตพื้นที่การศึกษา
สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด (สกร.) สมัชชาการศึกษาจังหวัด เครือข่ายสถานศึกษา หน่วยจัดการศึกษา และภาคประชาสังคม–เอกชนในพื้นที่ ทุกฝ่ายร่วมกันค้นหาและพัฒนาระบบการศึกษาและการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ตามมาตรการที่ 3 ในการนำการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นไปหาเด็กๆ ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขและข้อจำกัดของชีวิต
โดยการจัดการศึกษาที่เกิดขึ้นผ่านหน่วยพัฒนาอาชีพหลากหลาย เช่น กลุ่มคนเลี้ยงผึ้ง (อ.วิภาวดี) วิสาหกิจชุมชนท่าสะท้อนฟาร์มเห็ด (อ.พุนพิน) ศูนย์สืบสานมโนราห์ปักษ์ใต้บ้านปากลัด (อ.เวียงสระ) กลุ่มยุวชนสร้างสรรค์สุราษฎร์ธานี (อ.เมือง) สมาคมสวนทุเรียนใต้ เครือข่ายโรงเรียนมือถือ (Mobile School)
วัด และภาคเอกชนที่พร้อมจัดการเรียนรู้ให้เด็ก และเยาวชนเข้าถึงง่าย และมีคุณภาพ เปลี่ยนทุกที่เป็นโรงเรียนได้โดยทำงานร่วมกับ ศูนย์การเรียนมาตรา 12 , สกร. และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนการเรียนรู้ด้วยการเชื่อมโยงกับศูนย์ดิจิทัลชุมชน ภายใต้การดูแลของกระทรวงดีอี

ทำให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา เพื่อพัฒนาเด็ก และเยาวชนให้เป็นกำลังสำคัญของจังหวัดสุราษฎร์ธานีอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเงินอุดหนุนเด็กและเยาวชนที่เรียนในสถานศึกษา ศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 วันนี้ผมได้ผลักดันจนอยู่ระหว่างเตรียมเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี
เพื่อให้เรื่องนี้สำเร็จหลังจากที่รอดำเนินการมา 10 กว่าปี ซึ่งปัจจุบัน มีเพียงการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียนสถานประกอบการที่จัดสายอาชีวศึกษาเท่านั้นที่ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวแก่ผู้เรียน ขณะที่ศูนย์การเรียนประเภทอื่น ยังไม่มีระเบียบใด ๆ ออกมาสนับสนุนการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัว และสิทธิประโยชน์แก่ผู้เรียน
เช่น การได้รับอาหารเสริมนม อาหารกลางวัน อุปกรณ์การเรียนการสอน เสื้อผ้า/ยูนิฟอร์ม การได้รับวัคซีน การตรวจสุขภาพจากสถานพยาบาล

“รัฐบาลเห็นความสำคัญของ พลังระดับพื้นที่ และพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเรียนรู้ เช่น ศูนย์ดิจิทัลชุมชน และระบบสนับสนุนอื่น ๆ รวมถึงการสร้างกลไกเชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้ หน่วยกิตทางการศึกษา และการพัฒนาอาชีพ ให้สามารถเดินหน้าควบคู่กันได้” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว
แนวทางนี้จะถูกขับเคลื่อนให้สอดคล้องกับศักยภาพ และต้นทุนการพัฒนาของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตลอดจนพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้การพัฒนากำลังคน การพัฒนาพื้นที่ และการพัฒนาประเทศ เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพผ่านนโยบาย Thailand Zero Dropout

ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























