Fortinet ชี้ MFA จาก “มาตรการเสริม” ต้องยกระดับสู่มาตรฐานความปลอดภัยใหม่ เพื่อรับมือภัยไซเบอร์ยุค AI

Fortinet

ฟอร์ติเน็ต (Fortinet) ชี้ Multi-Factor Authentication (MFA) ไม่ใช่แค่มาตรการเสริมอีกต่อไป ยกระดับสู่มาตรฐานความปลอดภัยใหม่ขององค์กรไทย เพื่อสู้ภัย Credential Stuffing และการโจมตีไซเบอร์ยุค AI…

Fortinet ชี้ MFA จาก “มาตรการเสริม” ต้องยกระดับสู่มาตรฐานความปลอดภัยใหม่ เพื่อรับมือภัยไซเบอร์ยุค AI

ฟอร์ติเน็ต แนะองค์กรไทยยกระดับ Multi-Factor Authentication (MFA) จากเครื่องมือเสริมสู่มาตรฐานพื้นฐานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ครอบคลุมพนักงาน ผู้ดูแลระบบ บุคคลภายนอก Cloud และ Remote Access พร้อมผสาน Zero Trust และ Defense-in-Depth เพื่อปิดช่องโหว่จากการขโมยบัญชี และจำกัดความเสียหายหากผู้โจมตีหลุดเข้าสู่ระบบ

การขยายตัวของบริการดิจิทัล ระบบคลาวด์ และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน กำลังช่วยให้ทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถให้บริการประชาชนและลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็เพิ่มช่องทางโจมตีให้ผู้ไม่หวังดี โดยเฉพาะองค์กรที่ยังพึ่งพาเพียง ชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่าน (Username & Password) เป็นกลไกหลักในการยืนยันตัวตน

บทเรียนจากเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลในหลายองค์กรสะท้อนว่า การรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ในปัจจุบันไม่ควรมุ่งเน้นเฉพาะการป้องกันการโจมตีจากภายนอก แต่ต้องสามารถตอบคำถามสำคัญได้ว่า “คนที่กำลังล็อกอินอยู่คือเจ้าของบัญชีตัวจริง หรือไม่”

หนึ่งในภัยคุกคามที่พบได้บ่อย คือ Credential Stuffing ซึ่งผู้โจมตีนำชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่านที่เคยรั่วไหลจากบริการต่าง ๆ หรือถูกซื้อขายบน Dark Web มาทดลองเข้าสู่ระบบขององค์กรผ่านโปรแกรมอัตโนมัติ ทั้งเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ระบบ Cloud, VPN และ Remote Access

หากผู้ใช้งานนำรหัสผ่านเดียวกันไปใช้กับหลายบริการ รหัสผ่านที่หลุดจากระบบหนึ่งก็อาจกลายเป็น “กุญแจ” สำหรับเข้าสู่ระบบองค์กรได้ทันที

Fortinet

เมื่อรหัสผ่านถูกต้อง ระบบก็อาจมองว่าเป็นเจ้าของบัญชี

ความท้าทายของ Credential Stuffing คือ ผู้โจมตีไม่ได้จำเป็นต้องเจาะระบบหรือใช้มัลแวร์ที่มีความซับซ้อน หากมี Username และ Password ที่ถูกต้อง ระบบก็อาจมองว่าเป็นการล็อกอินตามปกติของเจ้าของบัญชี

ทำให้เครื่องมือป้องกันเครือข่ายหรือระบบตรวจจับมัลแวร์แบบเดิมอาจไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ทันเวลาปัญหาจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “รหัสผ่านแข็งแรงแค่ไหน” แต่คือการที่องค์กรยังใช้รหัสผ่านเป็นหลักฐานยืนยันตัวตนเพียงชั้นเดียว

Fortinet

MFA ปิดช่องว่างระหว่าง “ผู้ถือรหัสผ่าน” กับ “เจ้าของบัญชี

โดยจาก FortiGuard Incident Response Insights Report 2024 ระบุว่า Multi-Factor Authentication (MFA) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ ด้วยการบังคับให้ผู้ใช้งานยืนยันตัวตนอย่างน้อย 2 ปัจจัย เช่น

  • สิ่งที่ผู้ใช้รู้ เช่น Password
  • สิ่งที่ผู้ใช้มี เช่น โทรศัพท์สำหรับรับ OTP หรือ Hardware Token

ดังนั้น แม้ผู้โจมตีจะมีรหัสผ่าน แต่หากไม่มีปัจจัยยืนยันตัวตนเพิ่มเติม ก็จะไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้โดยง่าย อย่างไรก็ตาม MFA ไม่ใช่ระบบที่สามารถป้องกันภัยได้ทุกกรณี เพราะผู้โจมตียังคงสามารถใช้วิธี Phishing หลอกเอา OTP หรือโจมตีแบบ MFA Fatigue ด้วยการส่งคำขอยืนยันตัวตนซ้ำ ๆ จนผู้ใช้เกิดความรำคาญ และเผลอกดยอมรับ

องค์กรจึงควรเลือกวิธี MFA ให้เหมาะกับระดับความเสี่ยง โดยเฉพาะระบบที่มีข้อมูลสำคัญ ควรพิจารณา Phishing-resistant MFA พร้อมระบบแจ้งเตือน และระงับบัญชีชั่วคราวเมื่อพบพฤติกรรมผิดปกติ

Fortinet

เปิด MFA แค่ผู้บริหาร ยังไม่เพียงพอ

อีกหนึ่งจุดอ่อนที่องค์กรต้องเร่งแก้ คือการเปิดใช้ MFA เฉพาะผู้บริหารหรือผู้ดูแลระบบ ขณะที่บัญชีพนักงานทั่วไป บุคคลภายนอก หรือช่องทาง VPN ยังคงใช้เพียงรหัสผ่าน

แนวทางดังกล่าวอาจทำให้ผู้โจมตีเลือกโจมตี “จุดที่อ่อนที่สุด” แทน เมื่อสามารถยึดบัญชีใดบัญชีหนึ่งได้แล้ว ผู้โจมตีอาจนำบัญชีดังกล่าวไปใช้ส่งอีเมลฟิชชิงในชื่อบุคคลที่น่าเชื่อถือ รวบรวมข้อมูลภายในองค์กร หรือพยายามยกระดับสิทธิ์เพื่อเข้าถึงระบบสำคัญ

องค์กรจึงควรบริหารจัดการตัวตนแบบรวมศูนย์ผ่าน Identity Management ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบเดิม เช่น Active Directory, LDAP, RADIUS และ SAML พร้อมกำหนดสิทธิ์แบบ Role-Based Access Control (RBAC) เพื่อให้แต่ละบัญชีเข้าถึงเฉพาะข้อมูล และระบบที่จำเป็นต่อการทำงาน

Fortinet

MFA ต้องเดินคู่กับ Zero Trust

การผ่าน MFA ไม่ควรหมายความว่าผู้ใช้งานจะได้รับความไว้วางใจให้เข้าถึงระบบทั้งหมดตลอดทั้งเซสชัน เพราะแนวคิด Zero Trust ตั้งอยู่บนหลักการ “ไม่เชื่อใจโดยอัตโนมัติ และต้องตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง” ระบบควรพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ทั้งตัวตนของผู้ใช้ สถานะอุปกรณ์ ตำแหน่งการเชื่อมต่อ และระดับความเสี่ยง หากพบพฤติกรรมผิดปกติ อาจขอให้ผู้ใช้งานยืนยันตัวตนใหม่ หรือตัดการเชื่อมต่อทันที

แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับหลัก Least Privilege หรือการให้สิทธิ์เท่าที่จำเป็น โดยระบบรักษาความปลอดภัยสามารถบังคับใช้ MFA ก่อนเชื่อมต่อ VPN และประเมินความปลอดภัยของอุปกรณ์ก่อนอนุญาตให้เข้าถึงแอปพลิเคชันภายในองค์กร

Fortinet

DefenseinDepth จำกัดขอบเขตความเสียหาย

องค์กรไม่ควรตั้งสมมติฐานว่า MFA จะสามารถป้องกันผู้โจมตีได้ 100% แต่ควรออกแบบระบบโดยถือว่า “ผู้โจมตีอาจหลุดเข้ามาได้” แล้วสร้างระบบป้องกันหลายชั้น หรือ Defense-in-Depth เพื่อลดขอบเขตความเสียหาย และจำกัดระยะเวลาที่ผู้โจมตีสามารถอยู่ภายในระบบ ด้วย 4 แนวทางสำคัญ ซึ่งประกอบด้วย

  • Internal Segmentation แบ่งเครือข่ายออกเป็นโซนย่อย เพื่อจำกัดการเคลื่อนที่ของผู้โจมตีจากระบบหนึ่งไปยังอีกระบบหนึ่ง หรือ Lateral Movement
  • Data Loss Prevention (DLP) ตรวจจับและป้องกันข้อมูลสำคัญ เช่น เลขบัตรประชาชนและข้อมูลทางการเงิน ไม่ให้ถูกส่งออกนอกองค์กรโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • SSL Deep Inspection ตรวจสอบทราฟฟิกที่ถูกเข้ารหัส เพื่อค้นหาพฤติกรรมหรือภัยคุกคามที่ซ่อนอยู่ภายใน
  • Security Analytics รวบรวมข้อมูลเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมน่าสงสัย เช่น การพยายามดาวน์โหลดข้อมูลปริมาณมากในช่วงเวลาที่ผิดปกติ

Fortinet

เมื่อ AI ถูกใช้โจมตี องค์กรต้องใช้ AI รับมือ

ภัยไซเบอร์กำลังเปลี่ยนรูปแบบเมื่อผู้โจมตีสามารถใช้ AI ช่วยสร้างอีเมลฟิชชิงที่มีความแนบเนียนมากขึ้น รวมถึงปรับเปลี่ยนรูปแบบมัลแวร์และวิธีโจมตีได้รวดเร็วขึ้น การป้องกันจึงไม่สามารถพึ่งพาฐานข้อมูลภัยคุกคามแบบเดิมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถวิเคราะห์พฤติกรรม และตอบสนองต่อภัยคุกคามได้รวดเร็ว

ฟอร์ติเน็ต จึงนำ AI และ Machine Learning มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลภัยคุกคาม พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างเครือข่าย Endpoint และ Cloud เพื่อให้ระบบรักษาความปลอดภัยสามารถทำงานร่วมกัน ขณะที่ AI ยังสามารถช่วยผู้ดูแลระบบสรุปเหตุการณ์ และวิเคราะห์ภัยคุกคาม เพื่อลดเวลาในการตรวจสอบและตอบสนองต่อเหตุการณ์

ดร.ศุภกร ชี้ MFA ต้องเป็น “มาตรฐานพื้นฐาน” ขององค์กร

Fortinet
ดร.ศุภกร กังพิศดาร ผู้จัดการประจำประเทศไทย และลาว ฟอร์ติเน็ต

ดร.ศุภกร กังพิศดาร ผู้จัดการประจำประเทศไทย และลาว ฟอร์ติเน็ต กล่าวว่า MFA ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงทางเลือกเสริมสำหรับผู้ดูแลระบบหรือระบบที่มีความเสี่ยงสูงอีกต่อไป แต่ควรยกระดับการยืนยันตัวตนที่เข้มแข็งให้เป็นมาตรฐานพื้นฐานขององค์กร

องค์กรไทยควรยกระดับการยืนยันตัวตนที่เข้มแข็งให้เป็นมาตรฐานพื้นฐานที่ครอบคลุม ทั้งพนักงาน บุคคลภายนอก แอปพลิเคชันคลาวด์ และการควบคุม และเข้าถึงระบบจากระยะไกล

พร้อมระบุว่า ผู้บริหารมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการใช้งาน MFA อย่างครอบคลุม โดยต้องทำควบคู่กับนโยบายที่ชัดเจน การสร้างความตระหนักรู้แก่พนักงาน และการติดตามเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

Cyber Security ไม่จบแค่เทคโนโลยี ต้องลงทุนกับ “คน

นอกจากการยกระดับเทคโนโลยีแล้ว ฟอร์ติเน็ต ยังเดินหน้าร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลภัยคุกคามและจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะ เช่น โครงการ Brighten Your Future by Cyber Skill เพื่อยกระดับความรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ให้แก่เจ้าหน้าที่ภาครัฐ

ท้ายที่สุด การรักษาความปลอดภัยขององค์กรในยุคที่ทุกระบบเชื่อมต่อกันมากขึ้น จึงไม่สามารถฝากความหวังไว้กับรหัสผ่านเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

MFA ควรก้าวจาก “มาตรการเสริม” ไปสู่ “มาตรฐานพื้นฐาน” ขณะที่ Zero Trust, Defense-in-Depth, Identity Management และ AI-driven Security จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันหลายชั้น เพื่อให้องค์กรไทยสามารถลดโอกาสถูกยึดบัญชี จำกัดการเคลื่อนที่ของผู้โจมตี และลดผลกระทบหากเกิดเหตุการณ์ไซเบอร์ขึ้นจริง

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) 
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A

สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th

ITDay