HPE ลุยตลาดเอ็นเตอร์ไพรส์! ดันโซลูชัน AI และ Mission-Critical Workload รองรับสภาพแวดล้อมสุดขั้ว

HPE

เอชพีอี (HPE) เร่งขับเคลื่อนองค์กรยุคใหม่ ส่งโซลูชัน AI และระบบงานหลักที่สำคัญต่อธุรกิจ (Mission-Critical Workload) ขั้นสูง พร้อมลุยสภาพแวดล้อมสุดขั้วอย่างเสถียร…

HPE ลุยตลาดเอ็นเตอร์ไพรส์! ดันโซลูชัน AI และ MissionCritical Workload รองรับสภาพแวดล้อมสุดขั้ว

HPE

เอชพีอี ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ HPE ProLiant Edge (เอชพีอี โปรไลแอนท์ เอดจ์) ตอบโจทย์องค์กรที่ต้องการนำ AI และ Workload ขั้นสูงไปใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีการเชื่อมต่อแบบกระจายตามจุดต่าง ๆ และท้าทาย โดยเปิดตัว เอชพีอี โปรไลแอนท์ คอมพิว EL2000 รุ่นใหม่

ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับเซิร์ฟเวอร์ Gen12 สองรุ่นล่าสุด พร้อมอัปเกรด เอชพีอี โปรไลแอนท์ DL145 Gen11 ให้รองรับการใช้งานดังกล่าว โซลูชันทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตโฟลิโอที่ออกแบบมาให้มีความทนทาน และปลอดภัย รองรับการประมวลผลแบบเอดจ์ในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน

และรองรับการทำงานแบบออฟไลน์ นอกจากนี้ แต่ละแพลตฟอร์มยังรองรับ Environmental Ruggedization Option Kit เพิ่มความทนทานในการใช้งานในพื้นที่ที่มีความท้าทาย เช่น ในระดับความสูงแตกต่างกัน อุณหภูมิสุดขั้ว และการขนส่งที่อาจมีสารปนเปื้อน

HPE
คริสตา แซตเตอร์เวท รองประธานอาวุโส และผู้จัดการทั่วไปฝ่าย Compute ของ เอชพีอี

คริสตา แซตเตอร์เวท รองประธานอาวุโส และผู้จัดการทั่วไปฝ่าย Compute ของ เอชพีอี กล่าวว่า องค์กรต่าง ๆ กำลังขยายการใช้งาน AI สำหรับงาน Inferencing และการดำเนินงานในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งในหลายอุตสาหกรรม โครงสร้างไอทีแบบดั้งเดิมนั้นไม่สามารถตอบโจทย์ได้

เอชพีอี โปรไลแอนท์ ได้รับการออกแบบด้วยระบบรักษาความปลอดภัยระดับองค์กร ประสิทธิภาพที่เหมาะสมกับการใช้งาน และแนวทางแบบรวมศูนย์กลางในการจัดการและทำงานอัตโนมัติ ช่วยให้องค์กรสามารถติดตั้ง จัดการ และขยายระบบเอดจ์ได้อย่างสะดวก และมั่นใจ

แพลตฟอร์มรุ่นใหม่นี้ช่วยให้ลูกค้ารับมือกับความซับซ้อนของ Edge Computing ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วยสมรรถนะการทำงานที่แข็งแกร่ง และทนทาน

เปิดตัว ProLiant Edge Platforms รุ่นใหม่ และรุ่นที่ปรับแต่งประสิทธิภาพ

HPE
HPE ProLiant Compute EL2000

เอชพีอี โปรไลแอนท์ คอมพิว EL2000 รุ่นใหม่ล่าสุด ออกแบบมาสำหรับสภาพแวดล้อมที่ทรหด และมีข้อจำกัดด้านขนาด น้ำหนัก และการใช้พลังงาน (SWaP) เช่น งานด้านความมั่นคง การผลิต ค้าปลีก และโทรคมนาคม แพลตฟอร์มนี้ขับเคลื่อนด้วยโปรเซสเซอร์ Intel Xeon 6 เหมาะสำหรับงานเอดจ์

ที่ต้องการประสิทธิภาพสูง รองรับการติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ เอชพีอี โปรไลแอนท์ คอมพิว EL220 Gen12 ได้สูงสุด 2 เครื่อง หรือเซิร์ฟเวอร์ EL240 Gen12 จำนวน 1 เครื่อง ช่วยมอบทั้งความทนทานในการใช้งาน และความยืดหยุ่นแบบโมดูลาร์ เซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่นี้มีจำหน่ายเฉพาะเมื่อใช้งานร่วมกับ เอชพีอี โปรไลแอนท์ คอมพิว EL2000 เท่านั้น พร้อมคุณสมบัติดังนี้

  • รองรับการขยายจำนวนคอร์ของ Intel Xeon 6 ตั้งแต่ 8 ถึง 144 คอร์
  • รองรับโปรเซสเซอร์ที่มีค่า Thermal Design Power สูงสุด 350 วัตต์ ในรูปแบบที่ประหยัดพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
  • ทำงานได้อย่างเสถียรในสภาพอุณหภูมิสุดขั้ว ตั้งแต่ -40 องศาเซลเซียส ถึง 55 องศาเซลเซียส และรองรับความชื้นสูงถึง 95%
  • ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่มีแรงสั่นสะเทือนสูงจากอากาศยาน หรือยานพาหนะภาคพื้น รวมถึงสารปนเปื้อน และสัญญาณรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EMI)
  • รองรับการใช้งาน GPU NVIDIA RTX PRO 4500 หรือ NVIDIA RTX PRO 6000 Blackwell Server Edition (เฉพาะเซิร์ฟเวอร์ EL240 Gen12 เท่านั้น)

HPE

เอชพีอี ยังได้เปิดตัวเซิร์ฟเวอร์ เอชพีอี โปรไลแอนท์ DL145 Gen11 เวอร์ชันปรับแต่งใหม่ ที่มาพร้อมโปรเซสเซอร์ AMD EPYC 8005 series รุ่นใหม่ (โค้ดเนม “Sorano”) ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมโทรคมนาคมแบบเชื่อมต่อเครือข่าย และมีความท้าทายสูง

ขนาดกะทัดรัดแบบ 2U นี้รองรับโปรเซสเซอร์คอร์ประหยัดพลังงานสูงสุด 84 คอร์ เหมาะสำหรับการติดตั้งในงานที่ต้องการความเงียบ เช่น อุตสาหกรรมการผลิต และค้าปลีก และยังสามารถทำงานได้ในอุณหภูมิที่สูงถึง 55 องศาเซลเซียส

นอกจากนี้ จากผลการทดสอบผลลัพธ์ MLPerf Inference v6.0 ล่าสุด ระบุว่า เซิร์ฟเวอร์ เอชพีอี โปรไลแอนท์ DL145 Gen11 ได้รับการรับรองว่าเป็นเซิร์ฟเวอร์ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับงาน AI Inferencing บน Edge โดยใช้ GPU NVIDIA RTX PRO 4500 Blackwell Server Edition

เอชพีอี โปรไลแอนท์ DL145 Gen11 Premier Solution for Azure Local พร้อมให้บริการสำหรับลูกค้าที่ต้องการนำ Azure ไปใช้งานในระบบเอดจ์และรองรับการทำงานของ Azure Local ในโหมดออฟไลน์ (Azure Local Disconnected Operations)

ตอบโจทย์มาตรฐานงานขั้นสูงระดับ MissionCritical และความทนทานของระบบเอดจ์

HPE

แพลตฟอร์มเอดจ์ของ เอชพีอี ได้รับการออกแบบให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมแบบสุดขั้ว สามารถใช้งานในพื้นที่ที่ต้องการความสมบุกสมบัน และห่างไกล รองรับงานที่มีความสำคัญขั้นสูงซึ่งไม่สามารถเกิดความล้มเหลวได้แพลตฟอร์ม เอชพีอี โปรไลแอนท์ เอดจ์ มาพร้อมความทนทานตามมาตรฐานอุตสาหกรรมที่เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ได้แก่

  • มาตรฐานความปลอดภัยแห่งชาติของสหรัฐฯ ที่รับรองความทนทานของเซิร์ฟเวอร์ภายใต้สภาวะการใช้งานจริง เช่น อุณหภูมิที่สูงหรือต่ำมาก และพื้นที่ที่มีระดับความสูง หรือต่ำมากจากระดับน้ำทะเล ชุดอุปกรณ์ Environmental Ruggedization Option Kit ของ เอชพีอี ช่วยให้ระบบรองรับข้อกำหนดเหล่านี้ได้ ทั้งในสภาวะการสั่นสะเทือน และแรงกระแทก 
  • มาตรฐานความปลอดภัยแห่งชาติของสหรัฐฯ ที่มีการทดสอบความสามารถในการป้องกันสัญญาณรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EMI) และรับประกันการทำงานได้อย่างเสถียรแม้จะมีการรบกวน
  • มาตรฐานอุปกรณ์เครือข่ายโทรคมนาคมที่รองรับโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายหลัก 5G และเครือข่ายวิทยุ (RAN) ซึ่งออกแบบมาเพื่อความพร้อมใช้งานระดับ 99.999% (Five-nines) ที่ปฏิบัติการได้แบบอัตโนมัติ

HPEออกแบบมาเพื่อการทำงานบนเอดจ์ที่ปลอดภัย ขับเคลื่อนด้วย AI

สภาพแวดล้อมแบบเอดจ์มักมีการเชื่อมโยงแบบเครือข่ายที่กระจายตัวเป็นบริเวณกว้าง มีบุคลากรจำกัด และเผชิญความเสี่ยงทางกายภาพ ระบบ เอชพีอี โปรไลแอนท์ เอดจ์ ผสานการทำงานของ Integrated Lights-out (iLO) และ HPE Compute Ops Management ที่สอดคล้องตามข้อกำหนดการรักษาความปลอดภัย

พร้อมการควบคุมแบบรวมศูนย์สำหรับสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน และท้าทาย โซลูชันเอดจ์ของ เอชพีอี ยังโดดเด่นด้วยการติดตั้งที่รวดเร็ว ความสามารถในการติดตามสถานะแบบเรียลไทม์ และการรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจรในทุกจุดที่กระจายตัวอยู่

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) 
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A

สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th

ITDay