เคพีเอ็มจี (KMPG) ชี้!! การปรับปรุงระบบ AI สามารถทำประโยชน์ให้แก่ธุรกิจฟื้นฟู และเติบโตได้ได้ ทั้งในเชิงคุณภาพ และประสิทธิภาพ…
KMPG ชี้!! การปรับปรุงระบบ AI สามารถช่วยธุรกิจฟื้นฟู และเติบโตได้
ปัจจุบัน เทคโนเลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) ได้เข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในด้านการใช้แอ็พพลิเคชั่นต่างๆ ด้านการบริการ ผลิตภัณท์ต่าง ๆ ทั้งเพื่อการอุปโภคและบริโภค
รวมไปถึงการใช้ เทคโนโลยี AI ในเชิงธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร เทคโนโลยีคลาวด์ และแพลตฟอร์มที่ใช้สำหรับการตลาดต่าง ๆ ซึ่งประโยชน์ของ AI นั้นเห็นได้เด่นชัดยิ่งขึ้นภายหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เนื่องจากผู้บริโภคต่างหันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น
ประกอบกับใช้แพลตฟอร์มออนไลน์อื่น ๆ เพื่อความบันเทิงเช่นดูหนัง และฟังเพลง ซึ่งจะเห็นได้ว่า ผู้บริโภคในภาคพื้นเอเชียยอมรับ และใช้งานเทคโนโลยี AI อย่างแพร่หลาย พร้อมทั้งตระหนักถึงประโยชน์ของ AI ที่มีต่อการดำเนินชีวิต จากความร่วมมือของ Google Hong Kong และเคพีเอ็มจี

ในงานวิจัยเรื่อง Smarter Digital City–AI for Everyone ซึ่งมีการกล่าวถึงมาตรวัดความพร้อมด้านการใช้ AI (AI Readiness Index) ซึ่งผลวิจัยแสดงให้เห็นว่า 65% ของผู้อยู่อาศัยในฮ่องกงเชื่อว่า AI จะช่วยพัฒนาสังคมโดยรวมได้
ในขณะที่ 63% กล่าวถึงเหตุผลในการใช้ AI ว่าเกิดจากความสะดวกสบาย และความสะดวกในการใช้งาน ซึ่ง 80% ของผู้ตอบแบบสอบถามดังกล่าวใช้เทคโนโลยี AI ในการแปลภาษา และ 79% ใช้ในการเดินทาง ซึ่งเป็นสองกรณีที่ผู้ใช้งาน AI มากที่สุด
สำหรับภาคธุรกิจแล้ว 78% เชื่อว่า AI สามารถทำประโยชน์ให้แก่ธุรกิจได้ โดยเฉพาะในเชิงของการพัฒนาคุณภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพ เช่นเดียวกันนั้น งานวิจัย Pulse survey of C–Levels ซึ่งวิจัยผู้บริหารในประเทศไทยพบว่าธุรกิจ 67% ได้มีการเร่งลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลสืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19
สถิติเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคและภาคธุรกิจต่างเปิดรับการใช้ และเล็งเห็นประโยชน์ของเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งไม่เพียงแต่เพิ่มความสะดวกสบายให้กับชีวิตประจำวันแต่ยังช่วยลดผลกระทบเชิงลบของโควิด-19 อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจจำเป็นต้องตระหนักถึงผลกระทบของโควิด-19 ต่อเทคโนโลยี ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบการเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) นั้นเรียนรู้จากข้อมูลที่มีอยู่ โดยทำการหารูปแบบจากข้อมูล (pattern recognition) เพื่อนำมาคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
แต่จะเห็นได้ว่าไม่มีบุคคลหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ใด ที่สามารถคาดการณ์ถึงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคจากโควิด-19 ได้ เนื่องจากโควิด-19 ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ระบบ AI จึงไม่มีข้อมูลในอดีตที่จะนำมาศึกษา
ในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมของปีที่แล้ว การซื้อของออนไลน์ของผู้บริโภคล้วนแต่เป็นสินค้าจำพวกหน้ากากอนามัย ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อและยาแก้ปวด ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยากจึงทำให้เกิดสินค้าขาดตลาด

ระบบ AI ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาส่วนใหญ่นั้นมีการป้อนข้อมูลอย่าง real–time รวมทั้งมีความยืดหยุ่นและปรับใช้ได้ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลในระดับที่ปกติ แต่ในกรณีที่ข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในระดับที่สูงมาก เช่นในกรณีของโควิด-19 ระบบจะไม่สามารถรับมือกับการแปลี่ยนแปลงเช่นนี้ได้
ดังนั้นธุรกิจต่างต้องมีการปรับเปลี่ยนโมเดลการทำงานของ AI เพื่อให้รองรับสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ รวมถึงปรับโมเดลให้สามารถรับกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดต่อไปในยุค New Normal ได้ ซึ่งถ้าทำได้ก็จะสามารถทำให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่น และสร้างความยั่งยืนได้

ศิราภรณ์ จูฬเศรษฐ์ภักดี กรรมการบริหารฝ่ายปรึกษาธุรกิจ และหัวหน้าฝ่ายการจัดการธุรกิจและความปลอดภัยทางไซเบอร์ เคพีเอ็มจี ประเทศไทย กล่าวว่า โควิด-19 กระตุ้นให้เกิดจุดเปลี่ยนทางธุรกิจในการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีอยู่แล้วในตลาดมาปรับใช้ให้เข้ากับความต้องการขององค์กร
โดยที่ไม่ต้องสร้างแพลตฟอร์มใหม่ตั้งแต่แรก สิ่งที่สำคัญคือการนำเทคโนโลยีมาใช้สร้างความเข้าใจ จัดการ และบูรณาการกระบวนการ และข้อมูล พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานภายใต้แวดล้อมที่มีความยืดหยุ่น
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก www.freepik.com
สามารถกดติดตามข่าวสารและบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























