วิกฤตการจัดการสิทธิ์! Palo Alto Networks เผย AI Identity แซงมนุษย์ 111 เท่า

Palo Alto Networks

พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ (Palo Alto Networks) เผยรายงานล่าสุดในเอเชียแปซิฟิก พบองค์กรมี Machine และ AI Identity มากกว่า Human Identity สูงถึง 111 เท่า ชี้เป็นช่องโหว่ความเสี่ยงไซเบอร์ยุคใหม่ที่ต้องเร่งรับมือ…

วิกฤตการจัดการสิทธิ์! Palo Alto Networks เผย AI Identity แซงมนุษย์ 111 เท่า

การขยายตัวอย่างรวดเร็วของ agentic AI ก่อให้เกิดช่องว่างในการกำกับดูแลภัยคุกคามที่ระบบป้องกันแบบเดิมไม่สามารถครอบคลุมได้ ปัจจุบัน “Identity” ได้กลายเป็นช่องทางการโจมตีอันดับหนึ่ง แซงหน้าการโจมตีด้วยมัลแวร์ขององค์กรทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไปแล้ว

ความท้าทายนี้ได้เปลี่ยนแปลงภาพรวมด้านภัยไซเบอร์ไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจาก Machine และ AI Identity ในปัจจุบันมีจำนวนมากกว่าจำนวนพนักงานในองค์กรถึง 111 เท่า ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ทุกองค์กรนำ AI agent ที่ทำงานแบบอัตโนมัติเข้ามาใช้งานอย่างรวดเร็ว

Palo Alto Networks

และแม้ทุกองค์กรจะใช้ AI agent แต่องค์กรส่วนใหญ่ยังคงใช้แนวทางการรักษาความปลอดภัยแบบเดิม โดยเน้นการปกป้อง Identity ของพนักงานในองค์กรเป็นหลัก โดยในงานเสวนากับสื่อมวลชนครั้งล่าสุด พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ ได้นำเสนอผลการศึกษาจากรายงาน Identity Security Landscape Report 2026 

ซึ่งอ้างอิงสำรวจความคิดเห็นของผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จำนวน 2,930 คนจากทั่วโลก พบว่ามีช่องว่างที่กว้างมากขึ้น ระหว่าง ขนาด และความซับซ้อนของสภาพแวดล้อมด้าน Identity ในปัจจุบัน กับ สถาปัตยกรรมด้านความปลอดภัยที่องค์กรใช้เพื่อบริหาร และกำกับดูแล Identity เหล่านั้น โดยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงขององค์กรในยุค AI ได้อย่างเพียงพอ

ผลการสำรวจสำคัญในภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก

  • อัตราส่วน 111:1 ของ Machine Identities ต่อมนุษย์ ปัจจุบันMachine Identities มีจำนวนมากกว่าผู้ใช้งานที่เป็นมนุษย์ถึง 111 ต่อ 1 ในสภาพแวดล้อมขององค์กรทั่วภูมิภาค APAC ซึ่งเป็นผลมาจากการนำ AI Agents มาใช้งานในกระบวนการทางธุรกิจอย่างแพร่หลาย โดย 100% ขององค์กรใน APAC มีการนำ AI Agents มาใช้งานแล้ว และส่วนใหญ่คาดว่าจำนวน AI Agents และ Machine Identities จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 12 เดือนข้างหน้า
  • ความจริงเกี่ยวกับการถูกเจาะระบบ (The Breach Reality) 9 ใน 10 องค์กร ในภูมิภาค APAC ประสบเหตุการณ์การละเมิดความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับ Identity สำเร็จอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า Identity ได้กลายเป็นช่องทางการโจมตีหลักขององค์กรในปัจจุบัน
  • ความเสี่ยงจากการต่ออายุใบรับรอง (Certificate Renewal) 97% ขององค์กรใน APAC คาดว่าจะได้รับผลกระทบทางธุรกิจหากกระบวนการต่ออายุ Digital Certificates ไม่ได้ทำงานแบบอัตโนมัติ โดยมีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยสูงถึง 305,161 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี
  • จุดบอดด้านการกำกับดูแล 98% ของพนักงานองค์กร (Human Identities) ได้รับสิทธิ์การเข้าถึงระบบเกินกว่าบทบาทหน้าที่ของตน ขณะเดียวกัน 98% ขององค์กรในภูมิภาคนี้รายงานว่าประสบปัญหา การทำงานแบบ Silo หรือการที่ระบบ Identity ต่าง ๆ ในองค์กรแยกส่วนไม่เชื่อมโยงถึงกัน โดยสาเหตุอันดับหนึ่งของปัญหานี้คือการนำ AI มาใช้งานโดยไม่ผ่านการกำกับดูแล Identity และระบบความปลอดภัยขององค์กร ความสูญเสียที่เกิดขึ้นสามารถวัดผลได้ชัดเจน โดยเครื่องมือ Identity ที่กระจัดกระจาย ทำให้การตอบสนองต่อสถานการณ์ล่าช้ามากขึ้นเฉลี่ย 13 ชั่วโมง
Palo Alto Networks
เจฟฟรีย์ ก๊ก (Jeffrey Kok) ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายที่ปรึกษาผลิตภัณฑ์ Idira พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์

เจฟฟรีย์ ก๊ก (Jeffrey Kok) ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายที่ปรึกษาผลิตภัณฑ์ Idira พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ กล่าวว่า ปัจจุบัน 9 ใน 10 ขององค์กรเคยประสบปัญหาการถูกเจาะระบบจากช่องโหว่ของ Identity ในปีนี้ ขณะที่ ทรัพยากรไอที และIdentity AI กำลังเติบโตขึ้นในสัดส่วนเกือบ 40% ต่อปี

ซึ่งการเติบโตมีผลจากการใช้งาน AI เป็นปัจจัยขับเคลื่อนภายในองค์กร ผลการสำรวจนี้ยังระบุว่า องค์กรส่วนใหญ่ไม่สามารถป้องกันการถูกเจาะระบบที่เกี่ยวข้องกัIdentity ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคืระบบป้องกันที่กระจัดกระจายไม่เชื่อมโยงถึงกัน (Fragmentation)

ซึ่งทำให้องค์กรตอบสนองต่อเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยได้ช้าลงอย่างมาก องค์กรอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการแก้ไขปัญหา ในขณะที่ผู้โจมตีใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงในการเจาะระบบเท่านั้น ภายใต้สถานการณ์ที่ซับซ้อนนี้ ผู้โจมตีไม่จำเป็นต้องเจาะเข้าสู่ระบบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อีกต่อไป

เพราะเขาสามารถ “ล็อกอิน” ด้วย Identity ของพนักงานหรือ AI ที่ถูกขโมยมาก็สามารถเข้าถึงระบบได้ และทางเดียวที่จะปิดช่องว่างนี้ได้ คือการใช้แพลตฟอร์มที่สามารถค้นหา (Discover) ควบคุม (Control) และกำกับดูแล (Govern) Identity ทุกประเภท พร้อมบังคับใช้นโยบาย และระดับการควบคุมความปลอดภัยที่เหมาะสมกับแต่ละ Identity ได้อย่างครบวงจร

สิ่งที่หมายความต่อภูมิภาคอาเซียน (What This Means for ASEAN)

ผลการสำรวจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกสะท้อนสถานการณ์ในภูมิภาคอาเซียนได้เป็นอย่างดี เนื่องจากองค์กรในอาเซียนกำลังเร่งนำ AI มาประยุกต์ใช้ในองค์กรเช่นกัน นั่นทำให้ความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีด้าน Identity เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ข้อมูลสถิติของประเทศสิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของทั้งด้านความท้าทาย และ ความเร่งด่วนในการรับมือ

ปัจจุบัน Machine Identities ในองค์กรของสิงคโปร์มีจำนวนมากกว่ามนุษย์เฉลี่ยถึง 107 ต่อ 1 และ 85% ขององค์กร คาดว่าจำนวน AI Agents และ Machine Identities จะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ปัจจัยหลักที่ผลักดันการเติบโตดังกล่าว

ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของ Machine Identities (51%), การขยายความร่วมมือกับบุคคลภายนอก เช่น พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้ให้บริการ (43%) และการนำ Large Language Models (LLMs) มาใช้งาน (41%)

Palo Alto Networks

สิทธารถ เดชเพน (Siddharth Deshpande) ผู้อำนวยการฝ่ายโซลูชันอุตสาหกรรม พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายความปลอดภัยสารสนเทศ (CISO) ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีหน้าที่หลัก 2 ประการ

คือ การสร้างความปลอดภัยให้กับ AI ตั้งแต่การออกแบบ จนถึงการต่อสู้กับ AI ด้วย AI (Fighting AI With AI) การยกระดับ Identity Security ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความสอดคล้องระหว่างฝ่ายธุรกิจ และทีม Security/Risk โดยองค์กรจำเป็นต้องยุติการทำงานแบบแยกส่วน

ของระบบ Identity (Identity Silos) ยกเลิกการให้สิทธิ์แบบถาวร (Standing Privileges) และขยายการควบคุมสิทธิ์แบบ Dynamic ไปยัง Identity ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น Human, Machine หรือ Agentic Identities เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

Palo Alto Networks

องค์กรจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไร (What Needs to Change) การแก้ไขช่องว่างด้านความปลอดภัยของ Identity นั้น องค์กรจำเป็นต้องปรับแนวคิดด้านการกำกับดูแล (Governance) ใหม่ตั้งแต่รากฐาน โดยเริ่มจาก การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ดังนี้

  • ทำให้ AI Agents อยู่ภายใต้การมองเห็น และการกำกับดูแล องค์กรต้องสามารถค้นหา และบริหารจัดการ AI Agent จากศูนย์กลาง โดยครอบคลุมทั้ง SaaS, Cloud และ Developer Environments โดยมอบสิทธิ์การเข้าถึงของ AI Agent เฉพาะช่วงเวลาที่ทำงานเท่านั้น พร้อมจัดเก็บ Audit Trail อย่างครบถ้วน เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่า AI Agent แต่ละตัวดำเนินการอะไร และดำเนินการในนามของใคร
  • บังคับการให้สิทธิใช้แบบ Just-in-Time และจำกัดระยะเวลา ยกเลิกการให้สิทธิ์การเข้าถึงแบบถาวร (Standing Privileges) ในทุกช่องทาง แล้วเปลี่ยนมาให้สิทธิ์เฉพาะเมื่อต้องการใช้งาน ยกเลิกสิทธิ์เมื่อการใช้งานเสร็จสิ้น และเก็บบันทึก log กับทุกการกระทำที่เกิดขึ้น
  • เปลี่ยนสู่ Platformization และระบบอัตโนมัติของ Identity Lifecycle การบริหารจัดการ Identity ในยุค AI ไม่สามารถอาศัยกระบวนการแบบ Manual ได้อีกต่อไป องค์กรจำเป็นต้องใช้แพลตฟอร์มที่สามารถ ค้นหา Identity, กำกับดูแลสิทธิ์การเข้าถึง, และ บังคับใช้นโยบายด้านความปลอดภัยแบบ Real-time ครอบคลุมทั้ง Human, Machine และ Non-human Identities การทำงานแบบอัตโนมัติ (Automation) คือแนวทางเดียวที่จะช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามได้ ด้วยความเร็วระดับเดียวกับเครื่องจักร (Machine Speed) ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในยุคที่ AI และ Agentic Identities กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) 
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A

สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th

ITDay