นูทานิคซ์ (Nutanix) ชี้อธิปไตยของข้อมูล (Data Sovereignty) คือปราการปกป้องธุรกิจยุคใหม่ ในวันที่ LLM กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ เร่งองค์กรคุมเข้มความปลอดภัยข้อมูล…
Nutanix ชี้ Data Sovereignty คือ ปราการปกป้องธุรกิจยุค AI และ LLM

ดารียุช แอชจารี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี
เพียงแค่ 2 ปีก่อน การเข้าถึง LLM ประสิทธิภาพสูงได้นับเป็นจุดแข็งที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน แต่วันนี้โมเดลเหล่านี้มีอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะโหลดจากโอเพ่นซอร์ส หรือดึงผ่าน API ของผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ ดังนั้นในปี 2026 ตัวโมเดลจึงไม่ใช่ความก้าวหน้าทางนวัตกรรมอีกต่อไป แต่เป็นเพียงมาตรฐานขั้นพื้นฐานเท่านั้น
หัวข้อสนทนาของผู้นำด้านไอทีทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และญี่ปุ่น (APJ) ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เพราะโจทย์หลักในตอนนี้ไม่ใช่ “เราควรใช้โมเดลไหนดี” แต่คือ “เราจะสร้างมูลค่าที่แท้จริงจาก AI ได้อย่างไร โดยที่ไม่สูญเสียการควบคุมสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของเรา”
คำตอบอยู่ที่ อธิปไตยทางข้อมูล (sovereign data) เพราะในยุคที่อัลกอริทึมกลายเป็นเหมือนสินค้าทั่วไป ข้อมูลเฉพาะขององค์กรเท่านั้นที่จะเป็นปราการคุ้มกันทางธุรกิจที่แท้จริง
ช่องว่าง 88% จากโครงการทดลองสู่การใช้งานจริง
แม้จะมีความตื่นตัวเรื่อง AI อย่างมากทั่วภูมิภาค APJ แต่เรากำลังเผชิญกับความจริงที่น่าตกใจ นั่นคือ โครงการต้นแบบของ AI เกือบ 88% ล้มเหลว และไม่สามารถนำไปใช้งานจริงได้ รายงาน Enterprise Cloud Index (ECI) ปีที่ 8 ของ นูทานิคซ์ ได้สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน
ผลสำรวจระบุว่าแม้ผู้นำด้านไอทีที่ตอบแบบสำรวจถึง 85% จะระบุว่า AI เป็นตัวเร่งให้ต้องปรับปรุงระบบให้ทันสมัย แต่ 82% กลับยอมรับว่าโครงสร้างพื้นฐานแบบ on-premises ที่มีอยู่นั้น ยังไม่พร้อมรองรับภาระงานหนักที่ AI จำเป็นต้องใช้
“ช่องว่างของความพร้อม” นี้เองที่เป็นจุดสูญเสียประสิทธิภาพ และทำให้งบประมาณรั่วไหลอย่างหนัก ซึ่งจริง ๆ แล้ววันนี้เราแค่เปลี่ยนหน่วยวัดความเร็ว และค่าใช้จ่ายในการประมวลผลจาก “MIPS” ในยุคเมนเฟรม มาเป็นการวัดด้วย “tokens” ในยุค AI และถึงแม้หน่วยวัดทรัพยากรที่ใช้คิดเงินจะเปลี่ยนไป
แต่ความจำเป็นด้านสถาปัตยกรรมระบบที่รัดกุมยังเหมือนเดิม เพราะการใช้ token ไปกับข้อมูลที่ AI มโนขึ้นมา (hallucination) คือการสูญเปล่า หากไม่มีศูนย์กลางข้อมูลที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว องค์กรก็เป็นเพียงแค่ผู้ที่ “โหมใช้ token” จนพาตัวเองไปสู่สภาวะล้มเหลวทางการเงิน

ต้นทุนแฝงของกลยุทธ์ “รอดูท่าทีก่อน”
ในสภาวะตลาดที่ผันผวน การชะลอเพื่อรอดูท่าทีอาจดูว่าเป็นทางเลือกที่น่าดึงดูด แต่ในปี 2026 การยืนอยู่นอกวงกลับเป็นการตัดสินใจที่สร้างความเสียหายมากที่สุดของผู้บริหาร ผลกระทบของการไม่ลงมือทำอะไรเลยจะปรากฎออกมาสามรูปแบบด้วยกัน
- การสูญเสียทางเลือก : การหลีกเลี่ยงที่จะตัดสินใจเรื่องโครงสร้างพื้นฐานในตอนนี้ เท่ากับคุณกำลังผูกติดตัวเองเข้ากับทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งโดยไม่รู้ตัว รวมถึงต้องยอมรับการขึ้นราคาของพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- การขยายตัวของ Shadow AI : ผลสำรวจ ECI ชี้ว่า 79% ขององค์กรมีหน่วยงานนอกฝ่ายไอทีที่นำ AI มาแอบใช้อย่างไม่ได้รับอนุญาต หากฝ่ายไอทีไม่สามารถจัดหาแพลตฟอร์ม “Sovereign AI” ที่รวดเร็วและสอดคล้องกับข้อกำหนดมาให้ได้ พนักงานก็จะแอบสร้างระบบขึ้นมาใช้เอง ซึ่งก่อให้เกิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยและเสี่ยงต่อการถูกปรับอย่างมหาศาลจากการละเมิดกฎระเบียบ
- ภาวะที่ทักษะบุคลากรหยุดพัฒนา : ยุคของการยกเครื่องหรือย้ายแพลตฟอร์มระบบไอทีครั้งใหญ่ขององค์กร (Great Replatforming) จำเป็นต้องใช้ทักษะชุดใหม่ การย่ำอยู่กับที่จะทำให้ทีมงานติดอยู่กับการบริหารจัดการเวอร์ชวลแมชชีนแบบเดิม ๆ ในขณะที่โลกกำลังก้าวไปสู่การควบคุม และบริหารจัดการด้วย Agentic AI

การสร้างฐานการผลิต AI (AI Factory) : ผลตอบแทนที่ได้จากการลงมือทำ
การใช้วิธีการออกแบบระบบที่ให้ความสำคัญกับอธิปไตยทางข้อมูลตั้งแต่แรกเริ่ม (sovereign-by-design) ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำตามกฎระเบียบแบบขอไปที แต่เป็นเรื่องของประสิทธิภาพทางธุรกิจโดยตรง องค์กรที่มอง AI เป็นเสมือน “AI Factory” หรือฐานการผลิต AI ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน มากกว่าจะมองเป็นเพียงแค่ชุดของการทดลองที่แยกส่วนกัน จะเห็นผลตอบแทนที่จับต้องได้อย่างชัดเจนคือ
- การเพิ่มประสิทธิภาพ : การทำให้ทรัพยากรที่ต้องใช้กับ AI เป็นเวอร์ชวล และการรวมศูนย์ฮาร์ดแวร์ จะช่วยให้องค์กรลดค่าใช้จ่ายด้านคลาวด์ได้สูงถึง 40% และขจัดอินสแตนซ์ที่มีการใช้งานไม่เต็มประสิทธิภาพออกไป
- การสร้างภูมิคุ้มกันให้ข้อมูล : กลยุทธ์การทำงานแบบเชิงรุกจะเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับการปกป้อง การเก็บข้อมูลที่ละเอียดอ่อนไว้ภายในระบบภายในองค์กร (on-premises) เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายในแต่ละท้องถิ่น เช่น กฎหมาย DPDP ของอินเดีย หรือกฎหมาย APPI ของญี่ปุ่น จะช่วยรักษาห่วงโซ่การครอบครอง และดูแลรักษาข้อมูล (Chain of Custody) ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพิสูจน์ความถูกต้องเที่ยงตรงของ AI ต่อหน่วยงานกำกับดูแล
- การเร่งสร้างมูลค่าทางธุรกิจให้เร็วขึ้น : เมื่อมีการเชื่อมช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานด้วยแพลตฟอร์มที่รองรับทั้งเวอร์ชวลแมชชีน และ Kubernetes (เช่น NKP Metal) องค์กรก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ คุณจะสามารถติดตั้ง และเริ่มใช้งานโมเดลได้ภายในไม่กี่วันแทนที่จะเป็นหลายเดือน พร้อมเปลี่ยน tokens ให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

บทสรุปภาพลวงตาเรื่องความมั่
ซึ่งมองว่าข้อมูลคือสินทรัพย์อั
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























