Oracle เผย 5 กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จทางธุรกิจในเอเชียแปซิฟิก

Oracle

ออราเคิล (Oracle) เผย 5 กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จทางธุรกิจในเอเชียแปซิฟิก ในปี 2022 และอนาคต และเทคโนโลยีที่ต้องพิจารณา?…

Oracle เผย 5 กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จทางธุรกิจในเอเชียแปซิฟิก

สำหรับผู้บริหารระดับสูงที่ต้องการขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีทั้งในปี 2022 และอนาคต คุณคิดว่าพวกเขาต้องพิจารณาถึงสิ่งสำคัญเรื่องใดบ้าง

Oracle
คริส เชลลิอาห์ รองประธานกรรมฝ่ายกลยุทธ์ลูกค้า แผนกข้อมูลและการพัฒนาธุรกิจ ออราเคิล ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และญี่ปุ่น

คริส เชลลิอาห์ รองประธานกรรมฝ่ายกลยุทธ์ลูกค้า แผนกข้อมูลและการพัฒนาธุรกิจ ออราเคิล ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และญี่ปุ่น กล่าวว่า จากการไปพูดคุยกับบรรดาผู้บริหารระดับสูงทั่วเอเชียแปซิฟิก สิ่งที่ธุรกิจจำเป็นต้องโฟกัสมี 5 เรื่องดังต่อไปนี้

1. คณะกรรมการต้องเปลี่ยนแปลงการลงทุนกับระบบคลาวด์อย่างจริงจัง

ข้อมูลของ Statista ระบุว่า ทั่วโลกจะใช้จ่ายเงินอย่างมหาศาลราว 1.78 ล้านล้านดอลลาร์ไปกับเทคโนโลยีคลาวด์ และแผนการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลรูปแบบอื่น ๆ ในปี 2022 คำถามก็คือ บริษัท และหน่วยงานรัฐบาลกำลังลงทุนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ หรือพวกเขาแค่กำลังทำงานด้านดิจิทัลแบบผักชีโรยหน้าเพื่อให้เกิดสิ่งที่ Foresster เรียกว่า ความซ้ำซากเรื่องดิจิทัล?

การเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบคลาวด์ รวมถึงเทคโนโลยีอัตโนมัตินั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด โดยในภาคเอกชนนั้น เราพบว่าอุตสาหกรรมทุกประเภทจะมีองค์กรอย่างน้อยหนึ่งรายที่ใช้ระบบดิจิทัลทำงานบนคลาวด์ ปรากฏขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เห็นแล้ว

โดยพบเห็นทั้งในธุรกิจค้าปลีก สื่อ ความบันเทิง การท่องเที่ยว การศึกษา ลอจิสติกส์ บริการทางการเงิน เฮลธแคร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และการขนส่ง

ยกตัวอย่างเช่น Singtel หนึ่งในกลุ่มบริษัทการสื่อสารชั้นนำของเอเชีย ซึ่งจับมือเป็นพันธมิตรกับธุรกิจสตาร์ทอัปมูลค่าสูงอย่างแกร็บ (Grab) เพื่อนำเสนอบริการธนาคาร ห้แก่ ผู้ค้าปลีก และลูกค้าองค์กรในสิงคโปร์ จึงเป็นที่คาดการณ์ว่าในอนาคตเราจะได้เห็นความร่วมมือด้านดิจิทัลรูปแบบใหม่ ๆ มากยิ่งขึ้นในภาคธุรกิจอื่น ๆ

แน่นอน องค์กรที่เล็งเห็นว่าคลาวด์คือสิ่งกอบกู้วิกฤติ และสร้างความสะดวกสบายย่อมจะได้รับผลตอบแทนมหาศาล เช่นเดียวกับที่ Gartner เรียกคลาวด์ว่า ตัวเสริมแรงแบบทวีคูณ เพราะถือเป็นพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่มีความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนขนาดได้ ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม และการเติบโตในระยะยาว

เราเริ่มได้ยินบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ว่าระบบคลาวด์มอบอิสระแก่ผู้ปฏิบัติงานด้านเทคนิคให้หลุดพ้นจากงานที่น่าเบื่ออย่างการดูแลความปลอดภัยหรือการบำรุงรักษาระบบ ช่วยให้พวกเขามีเวลาใช้ความคิดเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัลที่มีความโดดเด่นและสร้างผลกำไรได้มากกว่า

นอกจากนี้ยังปฏิเสธไม่ได้ว่าคลาวด์ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ผ่านการใช้เครื่องมือที่ติดตั้งปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) และระบบการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning : ML) รูปแบบใหม่ ช่วยให้ผู้ใช้งานที่มีความเข้าใจสามารถสั่งงานได้เพียงปลายนิ้วเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงสู่ธุรกิจขององค์กร

เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2022 เราจึงคาดหวังว่าคณะกรรมการของบริษัทต่าง ๆ จะขอให้ฝ่ายบริหารนำเสนอเอกสารเรื่องการลงทุนกับระบบคลาวด์ เพื่อช่วยส่งเสริมให้บริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว

Oracle

2. การเรียนรู้ของเครื่องและปัญญาประดิษฐ์คือขุมพลังสู่การเป็นวิสากิจดิจิทัลชั้นนำ

เนื่องจากวิสาหกิจส่วนใหญ่มีปริมาณข้อมูลเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ระบบอัลกอริธึมการเรียนรู้ของเครื่องและปัญญาประดิษฐ์เป็นเสมือนเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถวิเคราะห์ และเรียนรู้จากข้อมูลเหล่านั้น รวมถึงยกระดับการตัดสินใจ และกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติงานในขั้นต่อไปได้

ทว่าวิสาหกิจส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในขั้นตอนทดลองใช้งานระบบการเรียนรู้ของเครื่องและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งปัญหาส่วนหนึ่งก็คือการแสวงหาทักษะที่จำเป็น

เนื่องจากบริษัท และหน่วยงานรัฐบาลส่วนใหญ่ยังไม่มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับการรวบรวมบุคลากรระดับด็อกเตอร์ในสาขาวิทยาศาสตร์ข้อมูล ทางเลือกอื่นที่ทำได้คือการสร้างทีม MLOps (Machine Learning+Operations) ที่มีขนาดเล็กลงและเน้นการทำงานเฉพาะด้าน

โดยจะคล้ายกับทีม DevOps (Development Operations) ในการพัฒนาแอปพลิเคชั่นมากกว่า ซึ่งแน่นอนทีมดังกล่าวประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล รวมถึงนักพัฒนา และผู้ปฏิบัติงานฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศอื่น ๆ ซึ่งมีหน้าที่ในการพัฒนา ดูแลรักษา และปรังปรุงประสิทธิภาพโมดุลระบบการเรียนรู้ของเครื่อง และปัญญาประดิษฐ์

นอกจากนี้ ธุรกิจต่าง ๆ ยังเริ่มตระหนักถึงมูลค่าของความได้เปรียบที่เกิดจากการใช้คลาวด์ และแอปพลิเคชั่นที่มีอัลกอริธึม ML และ AI มาแบบพร้อมสรรพ

จึงไม่น่าแปลกใจที่สถาบัน Foresster ทำนายว่า องค์กร 1 ใน 5 จะลงทุนมากขึ้นเป็นสองเท่ากับสิ่งที่เรียกว่าปัญญาประดิษฐ์ภายใน” (AI inside) ซึ่งก็คือปัญญาประดิษฐ์ และการเรียนรู้ของเครื่องที่ฝังอยู่ในระบบ และขั้นตอนการปฏิบัติงานขององค์กร

และภายในปี 2025 ทาง Gartner ยังทำนายว่า วิสาหกิจ 10% ที่ติดตั้งระบบวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์ และการเรียนรู้ของเครื่องจะสามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างน้อย 3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับอีก 90% ที่เหลือซึ่งไม่ได้ติดตั้ง ดังนั้นรีบสร้างความได้เปรียบตั้งแต่วันนี้ย่อมดีกว่า

Oracle

3. ลูกค้าจะประเมินบริษัทของคุณด้วยมาตรฐานด้านความยั่งยืน

ไม่ว่าในการซื้อสินค้า และบริการ การพิจารณาถึงนายจ้างในอนาคต หรือแม้แต่การลงทุนสต็อกสินค้า ผู้คนในทุกช่วงวัยเริ่มมีการประเมินแนวคิด และพันธะสัญญาด้านความยั่งยืนของบริษัทมากขึ้นเรื่อย ๆ วิสาหกิจต่าง ๆ ก็กำลังทำเช่นเดียวกับซัพพลายเออร์ และคู่ค้าทุกราย

นั่นคือการพยายามทำให้องค์กรของตนเองมีความน่าเชื่อถือในด้านการลดอัตราการปล่อยคาร์บอน การเปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียน การเปลี่ยนวิธีการกลบฝังขยะ และการหันมาใช้แนวทางการปฏิบัติงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด

ในปี 2022 การที่ธุรกิจต่าง ๆ ต้องวางแผน และดำเนินกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนอย่างครอบคลุมจึงกลายเป็นเรื่องจำเป็น เป็นเสมือนคำสั่งสูงที่จะต้องอาศัยความเป็นผู้นำที่มุ่งมั่นยิ่งมากขึ้น โดยเฉพาะในเอเชียแปซิฟิก สถาบัน Foresster รายงานว่ากลุ่มบริษัทในรายชื่อ Fortune Global 200

พบว่า กว่า 92% ในอเมริกาเหนือ และ 81% ในกลุ่มประเทศยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา มีการแต่งตั้งตำแหน่งผู้นำด้านความยั่งยืนในระดับรองประธานกรรมการ ผู้อำนวยการ และตำแหน่งอื่น ๆ ในระดับบริหาร ในขณะที่เอเชียแปซิฟิกมีตำแหน่งด้านนี้เพียง 26%

ความพยายามด้านความยั่งยืนขององค์กรส่วนใหญ่ในเอเชียแปซิฟิกถูกขับเคลื่อนด้วยการต้องปฏิบัติกฎหมาย และแรงกดดันจากนักลงทุน ไม่ใช่การวางแผนเชิงกลยุทธ์ และการบริหารความเสี่ยงที่แท้จริง

สถาบัน Foresster ระบุ แนวทางเช่นนี้จะไม่ส่งผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก และถือเป็นการหลอกลวงลูกค้า และบรรดาหุ้นส่วนที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย การดำเนินงานที่แท้จริง จำเป็นต้องให้วิสาหกิจมีการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานบางอย่างในธุรกิจของตนเองด้วย

Oracle

4. นายจ้างที่ไม่ปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาสายอาชีพ และการรับสมัครพนักงานหลังภาวะการแพร่ระบาดจะล้าหลังกว่าคนอื่น  

การสำรวจครั้งแล้วครั้งเล่าระบุอย่างชัดเจนว่า การว่าจ้าง และการรักษาพนักงานผู้มีทักษะถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งของผู้บริหารระดับสูงทุกคน กระนั้น การลาออกครั้งใหญ่ ที่เกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดทั่วโลกทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าในปี 2022 นายจ้างจะตัดงานบางส่วนของพนักงานออกไป

กล่าวคือ บริษัทจำเป็นต้องกระตือรือร้นมากขึ้นในการวางแผนเส้นทางอาชีพให้กับพนักงานที่มีคุณค่ามากที่สุด และรับฟังความคิดเห็นของพวกเขาในเรื่องสมดุลระหว่างงาน และการใช้ชีวิต ความยืดหยุ่นของสถานที่ทำงาน รวมถึงเรื่องอื่น ๆ หรือไม่ก็ต้องยอมเห็นพวกเขาเดินออกไปจากองค์กร

รายงาน พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากกล่าวว่าการแพร่ระบาดเป็นสาเหตุทำให้พวกเขารู้สึก จมปลัก และผลักดันให้พวกเขาต้องทบทวนอนาคตของตนเองอีกครั้ง ผลลัพธ์ก็คือพนักงานกว่า 84% ต้องการเปลี่ยนแปลงอาชีพการงานในปีหน้า 86% ไม่พึงพอใจกับการสนับสนุนด้านอาชีพการงานของนายจ้าง

และ 91% กล่าวว่า นายจ้างควรรับฟังความต้องการของพวกเขามากกว่า นอกจากนี้ 93% ของผู้ทำแบบสอบถามยังระบุว่าการแพร่ระบาดทำให้การสร้างสมดุลชีวิต และงาน สุขภาพจิต และความยืดหยุ่นในการทำงาน มีความสำคัญมากขึ้นสำหรับพวกเขา

วันนี้ พนักงานเริ่มลำดับสิ่งสำคัญแตกต่างไปจากเดิมเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนเกิดการแพร่ระบาด ข้อมูลในรายงาน AI@Work ระบุ “ผู้คนเริ่มพิจารณาว่าบริษัทแบบไหนที่พวกเขาต้องการทำงานด้วย สิ่งที่พวกเขาต้องการในอาชีพการงานคืออะไร รวมถึงความสำคัญของสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดี บริษัทจึงต้องนำเรื่องเหล่านี้มาทบทวนเพื่อสร้างสถานที่ทำงานที่เหมาะสมสำหรับพนักงานหลังการแพร่ระบาดสิ้นสุด”

5. การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในซัพพลายเชนจะ “ไม่ปกติอีกต่อไป”

การแพร่ระบาดกดดันให้นักวางแผนซัพพลายเชนต้องประเมินลำดับความสำคัญเสียใหม่ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีการบริหารซัพพลายเชน Supply Chain Management (SCM) ใหม่ล่าสุด ดังที่ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านซัพพลายเชนแห่งออราเคิล เอริก ดอมสกี้ และ ไรอัน ซัมเรก กล่าวว่าการไม่เคยปกติได้กลายเป็นความปกติไปแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น การเติมสินค้าในคลังให้ ทันเวลา เคยเป็นแนวทางปฏิบัติงานที่ดีที่สุดในช่วงการก่อนแพร่ระบาด แต่ สินค้าคงคลังในระดับที่ปลอดภั หรืออีกชื่อคือคลังสินค้าแบบเผื่อในกรณีฉุกเฉิน กลับถูกพิจารณาให้เป็นความปกติรูปแบบใหม่

แม้เทคโนโลยีซัพพลายเชนอันซับซ้อนจะไม่สามารถป้องกันผลกระทบของตลาดจากปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์
อย่างเช่นกรณี การแพร่ระบาดทั่วโลก แต่ก็ยังช่วยให้บริษัทมีจุดสมดุลของคลังสินค้าในระดับที่ปลอดภัยได้

เมื่อพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงจากการซื้อหน้าร้านมาเป็นระบบออนไลน์ บริษัทต่าง ๆ จึงต้องตระหนักและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนั้น รวมถึงการวางแผนสำหรับ ปรากฏการณ์ระลอกคลื่น (Ripple Effect) ที่จะกระทบกับโรงงาน ศูนย์ข้อมูล และห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่ของบริษัท

Oracle
ทวีศักดิ์ แสงทอง กรรมการผู้จัดการ ออราเคิล คอร์ปอเรชัน ประเทศไทย

ทวีศักดิ์ แสงทอง กรรมการผู้จัดการ ออราเคิล คอร์ปอเรชัน ประเทศไทย กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องใช้โซลูชั่นการวางแผนซัพพลายเชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อจำลองสถานการณ์ และสร้างการทำนายรูปแบบอุปสงค์ทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาให้ได้มากยิ่งขึ้น

เมื่อพิจารณาถึงสิ่งสำคัญเหล่านี้ทั้งในบริบทด้านผลกระทบ โอกาส และความท้าทายทางธุรกิจแล้ว ธุรกิจต่าง ๆ ในเมืองไทย และเอเชียจึงจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ และฟื้นฟูยุคสมัยแห่งเอเชียให้กลับมาเฟื่องฟูใหม่ได้อีกครั้ง

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) 
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A

สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.