เอ็นที (NT) เข้าขั้นโคม่า! ปลัดดีอีเร่งผ่าตัดองค์กรตามโมเดล ปตท. แยกบริษัทลูกลุย Cloud และ Data Center พร้อมรับมือสุญญากาศดาวเทียมไทยคม 4 และเร่งสรรหา CEO ใหม่ เม.ย. 69…
ปลัด ดีอีฯ ชี้ NT ยังโคม่า! ภาพรวมขาดทุนต่อเนื่อง ชี้! นวัฒธรรม “โบราณ” ทำรายได้ต่ำกว่ารายจ่าย

พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ก่อนอื่นต้องยอมรับความจริงให้ได้ว่า วันนี้ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด หรือ เอ็นที (NT) ยังคงอยู่ในสถานะ “โคม่า” หรือเข้าในขั้น “วิกฤต”
โดยมีผลขาดทุนที่แท้จริงสูงถึง 8,000 ล้านบาท แม้ตัวเลขทางบัญชีจะปรับลดลงเหลือ 6,000 ล้านบาท จากการขายสินทรัพย์ แต่นั่นไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน เพราะรายจ่ายประจำพุ่งสูงถึง 75% ของรายได้ จนองค์กรแทบขยับตัวไม่ได้
เอ็นที วันนี้ยังคงติดกับดักโครงสร้างการทำงานองค์กรแบบเดิม ๆ แม้ว่าจะมีทรัพย์สินมหาศาลแต่ก็ยังขาดการประเมินมูลค่า (Asset Valuation) ให้เป็นปัจจุบัน ทำให้บริหารจัดการสินทรัพย์ไม่ได้ประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านบุคลากรที่แก้ไม่ตก แม้ว่าจะมีการปรับลดจำนวนพนักงานลงแล้วกว่า 2 รอบ แล้วก็ตาม
เนื่องจากสิ่งที่ได้จากการปรับลดจำนวนพนักงานลง (โครงการการเกษียณก่อนกำหนด (Early Retirement)) แม้จะช่วยลดรายจ่ายไปได้ แต่ก็สร้างปัญหาตามมาถึง 2 ด้าน คือ พนักงานที่มีศักยภาพ (Talent) เลือกใช้สิทธิ์ลาออก ในขณะที่พนักงานส่วนใหญ่ยังเกาะติดความมั่นคง และยังคงเรื่องสิทธิประโยชน์เดิมที่ได้รับเป็นหลัก และเลือกที่จะอยู่ต่อทำให้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
ขณะที่ในส่วนของการถือครองสินทรัพย์จำนวนมากทั้งในส่วนของ ที่ดิน, อสังหาริมทรัพย์, อาคารที่ไม่ใช้งาน และธุรกิจให้เช่าสายไฟเบอร์ออฟติก รวมถึงการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ที่ถือครอง “ไม่มีการใช้ประโยชน์อย่างประสิทธิภาพ” ด้วยการประเมินอย่างถูกต้องให้เป็นปัจจุบัน (Asset Valuation) ทำให้ส่งผลต่อแผนการวางยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนองค์กรดำเนินการอย่างไร้ทิศทาง และมีประสิทธิภาพที่เหมาะสม
“ตัวเลขการขาดทุนที่ลดลงวันนี้เป็นเพียง “ภาพลวงตา” ที่ไม่สะท้อนความจริง เพราะแนวทางเดิมที่ใช้ไม่ได้ตามเป้าหมายในการลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นลง ทั้งยังขาดการประเมินใช้สินทรัพย์ให้มีอย่างมีประโยชน์สูงสุดเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง”
วันนี้ เรายังคงเห็นแนวทางทำงานของพนักงานของ เอ็นที ส่วนใหญ่มุ่งสู่การแสวงหาผลรปะโยชน์จากโมเดลผลตอบแทนของการ “ทำงานล่วงเวลา” (OT) เพราะมีค่าตอบแทนที่สูง ซึ่งส่งผลทำให้กลายเป็นต้นทุนแฝง ที่ทำให้ เอ็นทีติดกับดักจากแผนงานที่วางเอาไว้เอง ซึ่งหากไม่ผ่าตัดโครงสร้างใหม่ตอนนี้ อัตราการขาดทุนจะยิ่งทวีคูณจนยากจะเยียวยา
จากสิ่งที่เกิดขึ้นทางกระทรวงฯ เองจึงมีมิติ ให้บอร์ด เอ็นที เร่งปรับโครงสร้าง ทั้งในส่วนของการปรับลดจำนวนระดับผู้บริหาร และยุบหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน พร้อมลดจำนวนพนักงานที่เกินความจำเป็น ควบคู่ไปกับการรักษานักงานที่มีศักยภาพเอาไว้ เพื่อเพิ่มความคล่องตัว โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นภาพชัดราวเดือนเมษายนของปี 69 นี้

อยากรอด! ต้อง “รื้อ” ระบบใหม่ โดยใช้โมเดลแบบ ปตท.
วันนี้ เอ็นที จำเป็นต้องเดินหน้าสู่จุดเปลี่ยนอีกครั้ง เพื่อรองรับภารกิจระดับชาติภายใต้นโยบายรัฐบาล ทั้งโครงการ Cloud กลางภาครัฐ (GDCC) และการรุกธุรกิจ Data Center โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างความคล่องตัวให้ทัดเทียมกับคู่แข่งในตลาดเพื่อสร้างความคล่องตัวผ่านการโครงสร้างการดำเนินการแบบเดิม ๆ อุ้ยอ้ายไม่ทันต่อการแข่งขันในยุคดิจิทัล
ด้วยการแนวทางหลักในการแก้ปัญหา คือ การนำโมเดลการบริหารงานแบบมืออาชีพมาใช้แบบที่ บริษัท ปตท. จำกัด ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจเช่นเดียวกันมาใช้ เพื่อเปลี่ยนรัฐวิสาหกิจที่เทอะทะให้เป็นอค์กรที่คล่องตัว อาทิ แยกบริษัทลูก (Spin-off) เพื่อดูแลธุรกิจใหม่ เช่น Data Center และ Cloud ภาครัฐ
พร้อมเปิดทางให้มี “พันธมิตรระดับโลก” (Strategic Partner) เข้ามาร่วมทุน และเตรียมความพร้อมในการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต ซึ่งจะช่วยในเรื่องของความคล่องตัว และการแข่งขันด้วยกลไกตลาด โดยมีรัฐเป็นผู้ควบคุมนโยบายผ่านการถือหุ้น
“มหากาพย์เดิมพันสูงบนน่านฟ้า” ดาวเทียม และการเมืองอวกาศ จำเป็น! ต้องเร่งเครื่องบริหาร “ดาวเทียมไทยคม 4” หลังไทยคม 9A ส่อแววเลื่อน 1 ปี

ในส่วนของการบริการในส่วนของดาวเทียม ที่ถือเป็นความหวังทางธุรกิจ และรายได้ของ เอ็นที ยังมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งดำเนินการ เนื่องจากสร้างดาวเทียมดวงใหม่ “ไทยคม 9A” มีแนวโน้มล่าช้ากว่ากำหนด ส่งผลให้ เอ็นที ต้องเร่งวางแผนรับมือช่องว่างทางศักยภาพ เพื่อไม่ให้กระทบต่อภารกิจด้านอวกาศซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์รายได้หลักในอนาคต
โดยหลังจากสิ้นสุดยุคของสัญญาสัมปทาน เอ็นที ได้เข้ามารับผิดชอบการบริหารจัดการ ดาวเทียมไทยคม 4 (IPSTAR) โดยตรง ซึ่งแต่เดิมมีอายุทางวิศวกรรมถึงเพียงสิ้นปี 2568 แต่เพื่อให้การใช้งานมีความต่อเนื่อง จึงได้มีการขยายอายุการใช้งานออกไปอีก 3 ปี เพื่อเป็น “สะพาน” เชื่อมต่อไปยังดาวเทียมดวงใหม่
แต่กระบวนการจัดสร้างดาวเทียมไทยคม 9A อาจถูกยืดระยะเวลาออกไปอีกประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี เนื่องจากสาภวะทางการเมือง และเศรษฐกิจยังมีความคลุมเครืออยู่ เอ็นที จำเป็นต้องบริหารจัดการอย่างเหมาะสมในช่วงสุญญากาศนี้ อีกทั้งตัว IPSTAR ก็อยู่ในภาวะที่เกินกว่าระยะการใช้งานที่ควรแล้ว
แม้ว่า เอ็นที จะยืนยันว่ายังสามารถใช้งานได้อยู่จากการประเมิน แต่ตัวบริษัทฯ ผู้ผลิตอย่าง Space Systems/Loral (SS/L) สหรัฐอเมริกา ก็ยืนยันแล้วว่าเกินระยะที่จะรับผิดชอบดูแลของบริษัทฯ มานานแล้ว ปัญหานี้ทำให้ เอ็นที ต้อง “รักษา และต่อยอด” ให้ได้เพื่อชดเชยรายได้ส่วนอื่นที่ลดลงนี้ให้ได้
เนื่องจากการบริหารดาวเทียมในช่วงรอยต่อนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคนิคการยืดอายุวิศวกรรมเท่านั้น แต่คือการ “รักษาความเชื่อมั่นของลูกค้า” หาก เอ็นที ไม่สามารถรักษาระดับศักยภาพการให้บริการได้ในช่วงที่รอไทยคม 9A อาจส่งผลให้สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดในระยะยาว
“หัวใจสำคัญของธุรกิจดาวเทียมที่ เอ็นที ดูแล คือ การบริหารช่วงรอยต่อไม่ให้สะดุด เพราะนี่คือธุรกิจแห่งอนาคตที่ เอ็นที จะปล่อยมือไม่ได้”

และยังต้องสามารถชี้แจงให้ได้ว่าการประเมินความพร้อมในการใช้งานดาวเทียม ใครคือผู้ประเมินหลังผู้ผลิตย้ำชัดแล้ว! ว่าไม่อยู่ในขอบเขตขอสัญญาในการดูแลตามระยะสัญญาแล้ว เอ็นที ต้องเร่งเจรจา กสทช. เพื่อหาตัวผู้รับผิดชอบหากเกิดเหตุขัดข้อง
ซึ่งยังรวมไปถึงการเตรียมยกเครื่องระเบียบใหม่ทั้งหมด เพื่อไม่ให้กิจการอวกาศของชาติสะดุดเมื่อเกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง ขณะเดียวต้องเตรียมตั้งบริษัทลูกเพื่อความคล่องตัว ให้แก่ Cloud ภาครัฐ (GDCC) โดยจะไม่ยึดติดกรอบรัฐวิสาหกิจเต็มรูปแบบ เพื่อให้เดินตามกลไกตลาด และดึงดูดพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก
อย่างไรก็ดี เอ็นที ยังมีแง่มุมที่พอมีความหวังอยู่ เนื่องปัจจุบันบริการ ดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ของ เอ็นที มีเอกชนสนใจเข้ามาเจรจาไม่ต่ำกว่า 5 ราย ซึ่งคาดว่าจะมีพันธมิตรใหม่เข้ามาติดตั้ง Gateway เพิ่มเติมอีก 2-3 ราย ภายในสิ้นปี 69 นี้

เร่งสรรหา CEO ใหม่ รับช่วงต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกึ่งเอกชน
พชร อนันตศิลป์ กล่าวเสริมว่า สำหรับประเด็นในการสรรหาผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) แทนที่ “พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์” ที่กำลังจะหมดวาระลงในปี 69 นี้ ก็ถือเป็นภารกิจที่เร่งสรรหา
โดยการสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่จะเริ่มกระบวนการในเดือน เมษายนของปี 69 นี้เช่นเดียกัน เพื่อให้สอดรับกับการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ที่เน้นการตั้งบริษัทลูก และจับมือพันธมิตร (Strategic Partner) ตามแผนที่ตั้งเอาไว้ เพื่อให้ เอ็นที สามารถเดินตามกลไกตลาดได้จริง และก้าวพ้นข้อจำกัดเดิมของรัฐวิสาหกิจได้
“กล่าวโดยสรุปแล้ว ปี 2569 คือปีแห่งการ “เฉือนเนื้อเพื่อรักษาชีวิต” ของ เอ็นที การยอมขาดทุนเพื่อลดจำนวนพนักงาน และลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ เป็นเดิมพันครั้งสำคัญว่า เอ็นที จะกลับมาผงาดในฐานะ Digital Infrastructure ของรัฐได้ หรือไม่”

Roadmap 2570 ล้างไพ่โครงสร้างกระทรวงฯ ดึง DGA–สกมช. ผนึกกำลัง ปั้น “Digital Highway“ พาไทยสู่ผู้นำดิจิทัลอาเซียน
ขณะที่ในส่วนงานของ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) ทางกระรวงเองเองได้โรดแมปใหม่ พร้อมเตรียมปรับทัพหน่วยงานด้านดิจิทัลทั้งระบบภายใต้แผนยุทธศาสตร์เดียว เพื่อแก้ปมการทำงานซ้ำซ้อน และข้อมูลกระจัดกระจาย พร้อมทั้งกู้ศักดิ์ศรีไทยบนเวทีโลก (WDCR) หลังร่วงไปอยู่อันดับ 38 ตามหลังมาเลเซีย
เร่งคลอดกฎหมายค้างคาภายใน 6 เดือน เลิก “ต่างคนต่างทำ”
ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม มีเป้าหมายใหญ่ในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัลของประเทศ (World Digital Competitiveness Ranking หรือ WDCR) ซึ่งในปีที่ผ่านมาอันดับของไทยร่วงลงมาอยู่ที่ 38 ซึ่งตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย (อันดับ 33)
โดยปัญหาหลักที่ผ่านมาคือ “การทำงานแบบแยกส่วน” ข้อมูลกระจัดกระจาย และไม่มีเจ้าภาพรับผิดชอบตัวชี้วัดที่ชัดเจน หลังจากนี้ดีอีจะใช้โครงสร้างตามกฎหมายของ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สดช.) เข้ามาเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการที่มีตัวตนชัดเจน เพื่อผลักดันตัวชี้วัดทั้ง 47 ตัวให้ขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยในแผนพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งชาติฉบับใหม่ (สิ้นสุดปี 2570) กระทรวงดีอีมีแผนที่จะรวบรวมหน่วยงานด้านดิจิทัลทั้งหมด ด้วยการใช่โมเดล “แผนเดียว-ทิศทางเดียว” (Single Strategy) อาทิ การหาข้อสรุปในการดึงเอา สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล หรือ ดีจีเอ (DGA) และ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) กลับเข้ามาในเป็นหน่วยงานในกระทรวงฯ เพื่อให้สามารถทำงานสอดประสานกันภายใต้แผนยุทธศาสตร์เดียวกัน

“การที่หน่วยงานแยกตัวไปขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี แม้จะช่วยเรื่องการคานอำนาจ แต่ในทางปฏิบัติทำให้เกิดสภาวะ “อีหลักอีเหลือ” ขาดความคล่องตัว การดึงแผนกลับมาอยู่ภายใต้กรอบใหญ่จะช่วยให้ทิศทางของประเทศชัดเจน และมีพลังในการขับเคลื่อนนโยบายมากขึ้น”
โดยภารกิจเร่งด่วนที่ต้องทำให้สำเร็จภายใน 6 เดือนจากนี้ คือการปรับโครงสร้างกระทรวงครั้งใหญ่ และการเร่งรัดกฎหมายที่ค้างคา เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานหรือ “ถนนดิจิทัล ไฮเวย์” (Digital Highway) ให้กับประเทศ
ผ่าน พระราชกำหนดมาตรการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อคุ้มครองประชาชนจากมิจฉาชีพ รวมถึงการร่างกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) เพื่อวางกรอบการใช้ปัญญาประดิษฐ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























