ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาตร์ (องค์กรมหาชน) หรือ ทีเซลส์ (TCELS) เปิดเวที “TCELS Business Forum 2025 : The Future of AI-Enabled Health” ประกาศทิศทางผลักดันอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์สร้างอนาคตสุขภาพไทยด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)…
TCELS เปิดเวที The Future of AI–Enabled Health พร้อมทุ่มงบ 500 ล้าน หนุนอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ ขับเคลื่อนสุขภาพไทยด้วย AI
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาตร์ (องค์กรมหาชน) หรือ ทีเซลส์ เปิดเวที TCELS Business Forum 2025 : The Future of AI-Enabled Health ชูวิสัยทัศน์พัฒนาอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ไทยให้เดินหน้าด้วยพลังของปัญญาประดิษฐ์ พร้อมประกาศลงทุนกว่า 500 ล้านบาท
เพื่อสนับสนุน ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีสุขภาพในด้านนวัตกรรมสุขภาพที่ขับเคลื่อนด้วย AI พร้อมผลักดัน AI ให้มีบทบาทตั้งแต่การวิจัย การวินิจฉัย ไปจนถึงการดูแลสุขภาพแบบแม่นยำ ส่งเสริมเศรษฐกิจชีววิทยาศาสตร์ (Bioeconomy) ของประเทศไทยในระยะยาว
ทั้งนี้เพื่อผลักดันการสร้างแพลตฟอร์มสุขภาพอัจฉริยะ การวิเคราะห์ข้อมูลชีวภาพ และพฤติกรรมผู้ป่วยด้วย AI รวมถึงการพัฒนาระบบวินิจฉัย และรักษาที่แม่นยำ ตอบโจทย์แนวทางการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Medicine)

ดร.พัชราภรณ์ วงษา ผู้อำนวยการโปรแกรมบริหารโภชนเภสัชภัณฑ์ และเวชสำอาง และรักษาการผู้อำนวยการ ฝ่ายยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม และการลงทุน ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาตร์ (องค์กรมหาชน) หรือ ทีเซลส์ กล่าวว่า ทีเซลส์ เดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์และการแพทย์ของไทย
ผ่านการสนับสนุนงบประมาณ การส่งเสริมผู้ประกอบการ และการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเน้นการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้จริง โดยเฉพาะในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการวินิจฉัย และการรักษา
“เราเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในหลายด้าน โดยเฉพาะการพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ และผลิตยาใช้เองได้ พร้อมผลักดันเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพแล้วหลายรายการ”

วันนี้ อุตสาหกรรมการแพทย์ และสุขภาพของประเทศไทย มีการเติบโตก้าวหน้าเป็นอย่างมาก เราเริ่มเห็นการพัฒนานวัฒกรรมทางการแพทย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของเครื่องมือทางการแพทย์ ที่การแพทย์ไทยในปัจจุบันสามารถพัฒนาพัฒนา และผลักดันผลงานนวัฒกรรมทางการแพทย์ และสุขภาพ
ให้ขึ้นทะเบียน เข้าสู่บัญชีนวัฒกรรม ของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้หลายรายการ อาทิ เช่น รากฟันเทียม เท้าเทียม น้ำตาเทียม และชีววัตถุรักษามะเร็งจากสถาบันจุฬาภรณ์ พร้อมผลักดันการใช้สมุนไพรไทยในระดับวิจัย และตลาด
ทั้งยังเปิดเวทีเจรจาธุรกิจกับพันธมิตรระดับโลก อาทิ Cosmetic Valley จากฝรั่งเศส เพื่อเปิดทางสู่ตลาดยุโรป โดยให้ความสำคัญกับเทรนด์ Green Cosmetic และความยั่งยืนเป็นพิเศษ นอกเหนือจากเรื่องของเครื่อมือแพทย์ ทีเซลส์ ยังได้ขยายบทบาทสนับสนุนเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ด้านสุขภาพ
นอกเหนือจากเครื่องมือแพทย์ โดยมุ่งส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมรักษาสมัยใหม่ อาทิ ชีววัตถุ และ Targeted Therapy ซึ่งมีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด เช่น ยารักษามะเร็งที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และการบำบัดด้วยเซลล์ CAR T-Cell ที่หลายสถาบันชั้นนำกำลังเร่งต่อยอดวิจัยและประยุกต์ใช้งานจริง
ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพบุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานด้านการแพทย์ของประเทศไทยที่มีความพร้อมในการพัฒนาเทคโนโลยีสุขภาพขั้นสูง ด้วยการสนับสนุนจาก ทีเซลส์ ที่ต่อยอดตั้งแต่การวิจัยพัฒนา การนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพ ไปจนถึงการขยายตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

และเพื่อให้เป้าหมายในการขับเคลื่อนระบบนิเวศอุตสาหกรรมทางชีววิทยาศาสตร์ของไทย เติบโต ทีเซลส์ ได้ วางยุทธศาสตร์ผลักดันการเติบโตของระบบนิเวศอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ของประเทศไทย โดยจัดสรรงบประมาณรวมกว่า 500 ล้านบาท
ซึ่งมาจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) จำนวนกว่า 300 ล้านบาท และงบจากแหล่งอื่นอีก 200 ล้านบาท เพื่อสร้างแรงเหวี่ยงทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ให้ทะลุ 1,200 ล้านบาท ภายในปี 2568 ผ่านการผลักดันการพัฒนาใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่
- กลุ่มเครื่องมือทางการแพทย์ และ AI ทางการพทย์ (Medical Devicees & Medical AI) : เทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์และ AI เพื่อการวินิจฉัย และรักษา
- กลุ่มผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ (Natural Products) : ส่งเสริมการพัฒนาเวชสำอาง และยาจากสมุทไพรผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่มีงานวิจัยรองรับ และต่อยอดสมุนไพรไทย
- กลุ่มยาชีววัตถุ และยาขั้นสูง (Advanced Pharmaceuticals) : ยาขั้นสูง และชีววัตถุ รวมถึง Targeted Therapy
- กลุ่มการแพทย์จีโนมิกส์ (Genomics Medicine) : การแพทย์จีโนมิกส์ เพื่อการรักษาแบบเฉพาะบุคคล
- กลุ่มสุขภาพดิจทัล (Digital Healath) : ระบบสุขภาพดิจิทัลที่เสริมการเข้าถึง และการดูแลแบบแม่นยำ
โครงการดังกล่าวจะช่วยยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมสุขภาพของภูมิภาค พร้อมเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ แก่ผู้ประกอบการไทย และสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการใช้งาน AI ด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการวินิจฉัยภาพเอกซเรย์ ช่วยให้ระบบเร็ว และแม่นยำมากขึ้น พร้อมวางกลไกสนับสนุนทั้งด้านการวิจัย การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ การให้ทุนพัฒนา รวมถึงการส่งเสริมผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาดทุน

การเปิดเวที “TCELS Business Forum 2025 : The Future of AI-Enabled Health” ขึ้น ก็เพื่อผลักดันให้เกิดการเจรจาธุรกิจ และจับคู่ทุน กับนักลงทุน และหน่วยงานระดับโลก และเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมสากล
อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์สำหรับการใช้งานจริง และการขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานรับรอง ทั้งในระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และตลาดต่างประเทศ
โดย ทีเซลส์ ยังได้เดินหน้าส่งเสริมการประยุกต์ใช้ AI ในระบบสุขภาพ โดยเฉพาะ Narrow AI ที่เน้นการวินิจฉัยโรคเฉพาะทางอย่างแม่นยำ ด้วยการบูรณาการข้อมูลจากงานวิจัยทางการแพทย์ และเคสการรักษาจากหลากหลายแหล่งทั่วประเทศ เพื่อให้ AI สามารถเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพด้านอัลกอริทึมต่าง ๆ
จนมีความชาญฉลาด และความเข้าใจมากยิ่งขึ้น รวมถึงระบบจะสามารถจัดการกับอคติในด้านต่าง ๆ ลง และสร้างโมเดลที่เชื่อถือได้ รวมถึงช่วยลด Human Error และเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วย
หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จ คือการพัฒนา AI เพื่อช่วยแพทย์อ่านผลเอกซเรย์ทรวงอก ซึ่งช่วยให้วินิจฉัยได้รวดเร็วขึ้น และตรวจพบความผิดปกติได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น โดยไม่ลดทอนบทบาทแพทย์ แต่เสริมการตัดสินใจให้แม่นยำ และรอบด้าน
พัฒนา AI ด้านสุขภาพ ต้องควบคู่จริยธรรม และปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล

อย่างไรก็ดีแม้ ทีเซลส์ จะเดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ของไทย ด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ยังคงให้ความสำคัญกับ “จริยธรรม” และ “การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล” อย่างเคร่งครัด โดยที่ผ่านมา ทีเซลส์ ได้จัดทำ แผนแนวทางจริยธรรมการใช้ AI ทางการแพทย์
พร้อมเผยแพร่สู่สาธารณะเพื่อใช้เป็น “กรอบกำกับดูแล” ให้การพัฒนา AI ในระบบสุขภาพเป็นไรอย่างมีความรับผิดชอบ และอยู่ภายใต้มาตรฐานที่ปลอดภัยต่อประชาชน โดยแนวทางดังกล่าวครอบคลุมทั้งการออกแบบระบบ AI การใช้ข้อมูลสุขภาพ การวิเคราะห์ผล และการประยุกต์ใช้ในคลินิก
โดยคำนึงถึงสิทธิความเป็นส่วนตัว การไม่เลือกปฏิบัติ และการรับรองผลลัพธ์ที่เป็นธรรม พร้อมส่งเสริมให้นักวิจัยและผู้ประกอบการไทยพัฒนาเทคโนโลยีที่มีคุณธรรมเป็นฐานร่วมกับความก้าวหน้า
การดำเนินงานทั้งหมดนี้ ทีเซลส์ ตั้งเป้ายกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมด้านสุขภาพในระดับภูมิภาค โดยเน้นการสร้างโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ผ่านเวทีการเจรจาธุรกิจเชิงลึก และการสร้าง IP ที่เป็นของคนไทยจริง ๆ พร้อมสร้างระบบนิเวศสุขภาพอัจฉริยะที่ทั้ง “ล้ำหน้า” และ “ปลอดภัย” เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพที่มีความรับผิดชอบในระดับภูมิภาค
“ในอนาคต AI จะเป็นหัวใจของระบบสุขภาพอนาคต ไม่ใช่แค่เครื่องมือทางเทคนิค แต่คือแนวทางใหม่ในการสร้างระบบที่ยั่งยืน เข้าถึงง่าย และแม่นยำ“

สำหรับกลไกในการสนับสนุนผู้ประกอบการ และนักวัจัยที่จะเข้ามาขอรับทุน ทีเซลส์ จะสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ โดยเปิดกลไกการให้ทุนแบบให้เปล่า (Non-refundable Grant) ที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก เพื่อรองรับโครงการที่มีความพร้อมนำไปใช้เชิงพาณิชย์ได้จริง
โดยจะเน้นให้ทุนแก่โครงการที่อยู่ในช่วง ปลายน้ำ หรือมีระดับความพร้อมเทคโนโลยี (Technology Readiness Levels: TRL) ตั้งแต่ ระดับ 7 ขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่เทคโนโลยีพร้อมทดสอบ ใช้งานจริง หรือใกล้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ โดยต้องอยู่ในรูปแบบ “การจับคู่” ระหว่างนักวิจัย และผู้ประกอบการ
เพื่อให้มั่นใจว่านวัตกรรมมีตลาดรองรับ และสามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริง หรือเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งแนวทางนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เชื่อมโยง วิจัย–ธุรกิจ–ตลาด อย่างครบวงจร ช่วยให้เทคโนโลยีสุขภาพของไทยไม่เพียงแต่พัฒนาได้ในห้องปฏิบัติการ
แต่สามารถเดินหน้าสู่ระบบบริการ และอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ทีเซลส์ ตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม Biohealth ระดับภูมิภาคภายใน 3–5 ปี ด้วยการส่งเสริมการวิจัย และสร้างโมเดลธุรกิจที่ตอบสนองต่อโลกสุขภาพยุคใหม่

ดร.พงษธร โชติเกษมศรี คณะกรรมการ สมาคมการค้า เฮลท์เทคไทย กล่าวเสริมว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับการวินิจฉัยโรค และการจัดการระบบบริการสุขภาพในโรงพยาบาล คนไทยควรเริ่มฝึกฝน และเปิดรับการใช้ AI อย่างจริงจัง
และเพื่อเพิ่มความแม่นยำของ AI ควรจัดทำ “แซนด์บ็อกซ์ข้อมูลทางการแพทย์” (Medical Data Sandbox) ให้ AI ได้เรียนรู้ เพราะถ้าไม่มีการเปิดรับแหล่งข้อมูลเข้ามาใน แซนด์บ็อกซ์ ก็จะไม่มีความแม่นยำ
โดยร่วมมือกับโรงพยาบาล และหน่วยงานภาครัฐซึ่งมีข้อมูลจำนวนมาก เพื่อใช้เป็นฐานเรียนรู้สำหรับ AI นอกจากนี้ ยังควรเตรียมจัดตั้ง “คณะกรรมการ AI ด้านการแพทย์” มาเพื่อรับผิดชอบ
และกำหนดขอบเขตการใช้งาน และระดับความปลอดภัยของระบบ AI ทางการแพทย์ ซึ่งในส่วนนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับ คณะกรรมการที่ทำหน้าที่กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาประเทศไทย หรือ “บอร์ด AI แห่งชาติ” ที่ดูแลภาพรวมการขับเคลื่อน AI ระดับประเทศ
โดย “คณะกรรมการ AI ด้านการแพทย์” จะเป็นผู้คอยกำหนดขอบเขตว่า AI ทางการแพทย์ ที่พัฒนาขึ้นมาแต่ละตัวสามารถอยู่ในระดับความปลอดภัยแบบไหน

ด้าน ระชาติ ศรีบุญมา ผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย ด้านการเงิน การธนาคาร ระบบชำระเงิน ตลาดทุน และสินทรัพย์ดิจิทัล กล่าวว่า วันนี้เราต้องให้ความสำคัญในเรื่องของความปลอดภัยทางด้าน AI เนื่องจาก AI ได้เข้าไปในทุกกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นทั้งในด้านการเงิน ด้านเศรษฐกิจ
จึงจำเป็นอย่างที่ที่ต้องประมวลภาพในองค์รวม ส่วนข้อจำกัดวันนี้คือระบบการป้องกันความเสี่ยงของ AI นี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ ซึ่งตอนนี้เข้าใจว่าทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) พยายามพัฒนาการรักษาความปลอดภัยความเสี่ยงด้าน AI เป็นพิเศษ
เพราะต้องรับมือคดีอาชญากรรมทางด้านเทคโนโลยีที่เพิ่มมากขึ้น โดยเมื่อพิจารณาสถานการณ์ในประเทศไทยที่มีการเปลี่ยนจากระบบธนบัตรไปเป็นระบบเงินดิจิทัลมากขึ้น ดังนั้นจำเป็นต้องยกระดับกระบวนการในการรักษาความปลอดภัยมากขึ้นซึ่งแน่นอนรวมไปถึงการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลด้วย
การที่เราจะนำข้อมูลทางการแพทย์ของผู้ป่วยไปใช้งาน จึงต้องคำนึงของตัวกฏหมาย ต้องวางกระบวนการให้ครอบคลุม ไปตั้งแต่ต้นทาง ไปจนถึงปลายทาง หรือในเรื่องของการชดเชยความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นด้วย เพราะการใช้ AI ก็เป็นช่องทางหนึ่งที่อาจเปิดโอกาสให้เกิดการนำไปใช้ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























