แคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) เปิดผลวิจัยพฤติกรรมผู้ปกครองยุคใหม่ ชี้ “ยิ่งไม่ใส่ใจ ยิ่งแชร์มาก” เผยการแชร์เรื่องราว และรูปภาพของลูกบนโลกออนไลน์นำมาซึ่งความเสี่ยงด้านความปลอดภัย…
ยิ่งไม่ใส่ใจ ยิ่งแชร์ ยิ่งเสี่ยงมาก! Kaspersky เผยผลวิจัย ชี้! พฤติกรรมผู้ปกครองชอบแชร์เรื่องลูกลงโซเชียล เสี่ยงภัยเงียบ

ผลการวิจัยร่วมกันล่าสุดระหว่าง แคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) และสถาบันเทคโนโลยีสิงคโปร์ (Singapore Institute of Technology-SIT) พบว่า ผู้ปกครองในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และอียิปต์ ที่ขาดแรงจูงใจในการปกป้องตนเองบนโลกออนไลน์ มักจะแชร์เรื่องราวชีวิตของตนเองบนโซเชียลมีเดียเป็นประจำ
“Sharenting” แชร์เร็นติ้ง เป็นคำผสมระหว่าง sharing และ parenting หมายถึง การใช้โซเชียลมีเดียของพ่อแม่ผู้ปกครองในการแชร์ข่าวสาร รูปภาพ วิดีโอ และข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับบุตรหลาน
โดยงานวิจัยเรื่อง “Small Shares, Big Risks: How Parents Assess Threats and Cope with Sharing of Children’s Data“ ระบุว่า ความถี่ในการโพสต์รูปภาพ และวิดีโอของพ่อแม่เพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับแรงจูงใจที่ลดลงในการปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยทางออนไลน์

รองศาสตราจารย์เจียว ฮี จี รองผู้อำนวยการ สถาบันการสอน และการเรียนรู้แห่งสถาบันเทคโนโลยีสิงคโปร์ กล่าวว่า การวิเคราะห์ของเราได้รวมการวิเคราะห์การถดถอย ความสัมพันธ์ และการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการแชร์ และทัศนคติของพ่อแม่ผู้ปกครองต่อความปลอดภัยทางดิจิทัล เราสังเกตเห็นรูปแบบที่สอดคล้องกันซึ่งแสดงให้เห็นว่า
เมื่อความถี่ในการ “แชร์ข้อมูลลูก” เพิ่มขึ้น แรงจูงใจในการใช้มาตรการป้องกันจะลดลง ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างทางพฤติกรรมที่การเปิดเผยข้อมูลของเด็กทางออนไลน์มากขึ้นไม่ได้สอดคล้องกับความพยายามมากขึ้นในการปกป้องข้อมูล และความเป็นส่วนตัว
ผลการวิจัยนี้มาจากการตอบแบบสอบถามออนไลน์ 152 รายจากประเทศ อียิปต์, ฮ่องกง, อินเดีย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, เมียนมาร์, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และเวียดนาม
ความสะดวกสบายกับความปลอดภัย : การขัดแย้งที่ไม่มีวันจบสิ้น
จากการวิจัยเรื่องการดำเนินการเพื่อปกป้องข้อมูลส่วนตัวทางดิจิทัลพบว่า ผู้ปกครองจากเอเชียแปซิฟิก และอียิปต์โดยทั่วไปตระหนักถึงความจำเป็นในการรักษาความเป็นส่วนตัวของบุตรหลาน และครอบครัวทางออนไลน์ แต่ดูเหมือนว่าขั้นตอนที่จำเป็นต้องทำนั้นค่อนข้างยุ่งยาก
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ (87%) เห็นด้วยว่า การจำกัดการมองเห็นโซเชียลมีเดียเฉพาะครอบครัว และเพื่อนสนิทช่วยลดความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว อย่างไรก็ตาม ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนเกือบครึ่งหนึ่ง (49%) พบว่า กระบวนการนี้ใช้เวลานานเกินไป ผู้ตอบแบบสอบถามประมาณ 4 ใน 5 คน (80%)
เชื่อว่า การลบสิทธิ์การแชร์ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัว แต่ 40% บอกว่าต้องใช้ความพยายาม นอกจากนี้ จำนวนมากกว่า 8 ใน 10 คน (83%) เชื่อว่าการปิดเมตาดาต้าและการระบุตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัว แต่มากกว่า 1 ใน 3 (36%) คิดว่าการทำเช่นนั้นใช้เวลานานเกินไป

ทริเซีย อ็อกตาเวียโน ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายการศึกษาด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า สัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอดทำให้มนุษย์ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและผลตอบแทนในทันทีเป็นส่วนใหญ่
นี่จึงอธิบายได้ว่าทำไมเราจึงไม่ค่อยอดทนกับผลตอบแทนที่ล่าช้า สำหรับในโลกดิจิทัล เรามักจะตั้งค่าแอปโดยอัตโนมัติ เพราะการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าต้องใช้ความพยายามเพิ่มขึ้น ในการวิจัยของเรา ผู้ปกครองบางส่วนระบุว่าการเปลี่ยนการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของโซเชียลมีเดีย หรือการลบการแท็กตำแหน่งในแอปนั้นค่อนข้างยุ่งยาก
ผู้ปกครองยอมรับว่าความปลอดภัยทางดิจิทัลมีความสำคัญ แต่ความยุ่งยากในการนำไปใช้ทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้ปกครองเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองในการแชร์เรื่องของลูกอย่างปลอดภัย แม้จะต้องใช้เวลาและความพยายาม ดังนั้นความพยายามในการให้ความรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จึงควรแสดงให้เห็นว่าแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยนั้นง่ายต่อการดำเนินการ เพื่อช่วยลดความขัดแย้งที่ผู้ปกครองรู้สึก
พ่อแม่ยุคดิจิทัลสมัยใหม่ : มั่นใจแต่ก็ตระหนักถึงความเสี่ยง
เมื่อสำรวจความมั่นใจในการรับมือกับความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวที่มาพร้อมกับการแชร์ภาพลูก ผู้ปกครองจำนวนมากกว่า 4 ใน 5 เชื่อว่าตนมีความสามารถที่จะปกปิดข้อมูลที่ระบุตัวตนได้จากการโพสต์ และบัญชีของตนเอง ไม่โพสต์ภาพที่น่าอับอายของลูก ๆ และตั้งค่าความเป็นส่วนตัวบนโซเชียลมีเดียเพื่อจำกัดการเข้าถึงเฉพาะครอบครัว และเพื่อนสนิท
อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองจำนวนเกือบ 3 ใน 4 (72%) คิดว่า ถึงแม้จะปรับการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวบนโซเชียลมีเดียแล้ว ก็ยังคงเสี่ยงต่อการถูกแฮ็กเกอร์โจมตีอยู่ดี

ผู้เชี่ยวชาญของ แคสเปอร์สกี้ ได้นำเสนอรายการตรวจสอบอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับวิธีการจัดการความเป็นส่วนตัวทางดิจิทัลเพื่อความปลอดภัยของครอบครัว เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองสร้างความปลอดภัยออนไลน์ให้กับบุตรหลานและครอบครัว ดังนี้
- ลบบัญชีเก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว
- ตั้งค่าบัญชีเป็นส่วนตัวหากไม่ต้องการให้โปรไฟล์เป็นสาธารณะ
- ใช้เวลาทำความเข้าใจการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในบัญชีโซเชียลมีเดีย และตรวจสอบเป็นประจำ เนื่องจากมักมีการเปลี่ยนแปลง ตรวจสอบเครือข่ายผู้ติดต่อ กิจกรรมในอดีต และการมองเห็นโปรไฟล์ของตนเอง
- ก่อนเปิดเผยข้อมูลใดๆ ทางออนไลน์ ให้คิดว่าข้อมูลนั้นอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกับคุณหรือไม่
- ระมัดระวังการเปิดเผยตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ในโพสต์ และลบข้อมูลเมตาดาต้าออกจากไฟล์รูปภาพ (สำหรับคำแนะนำโดยละเอียดเกี่ยวกับวิธีการทำเช่นนั้น โปรดอ่านบทความนี้ในบล็อกของ แคสเปอร์สกี้
- พิจารณาลบโพสต์ที่เปิดเผยสถานที่ที่บุตรหลานไปบ่อยและสถานที่สำคัญ เช่น โรงเรียน สโมสรกีฬา
- ตรวจสอบกิจกรรมออนไลน์ของบุตรหลานอย่างสม่ำเสมอ
- ใช้เครื่องมืออย่าง Safe Kids ซึ่งมาพร้อมกับ Premium แอปนี้ช่วยให้การควบคุมโดยผู้ปกครองทำได้ง่าย รวมถึงการติดตามตำแหน่งที่ตั้ง และพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ การจำกัดเนื้อหา การปรับสมดุลเวลาหน้าจอ และอื่นๆ อีกมากมายในแอปเดียว

“พ่อแม่ที่แชร์เรื่องราวเกี่ยวกับลูก ๆ ทางออนไลน์มาก มักจะคุ้นเคยกับแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งอาจลดการตระหนักรู้ถึงความเสี่ยง และลดแรงจูงใจในการปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยทางดิจิทัล ท้ายที่สุดแล้ว วิธีที่พ่อแม่คิดเกี่ยวกับการแชร์เรื่องราวของลูกจะส่งผลต่อวิธีการปกป้องความเป็นส่วนตัวทางดิจิทัลของลูกด้วย ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ความรู้แก่พ่อแม่เกี่ยวกับความเสี่ยงของการแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับลูกนั่นเอง” รองศาสตราจารย์เจียว ฮี จี กล่าวเสริม
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























