ทริน่าโซล่าร์ (Trinasolar) ชี้ 5 นวัตกรรมโซลาร์พลิกโฉมพลังงานไทยดันปี 2569 เป็นจุดเปลี่ยนสู่ยุคพลังงานสะอาด…
Trinasolar ชี้ 5 นวัตกรรมโซลาร์พลิกโฉมพลังงานไทยปี 2569 ปลดล็อก “พลังงานถูก–เสถียร–รวดเร็ว“

เอลวา หวัง ผู้อำนวยการกลุ่มประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ และเอเชียกลาง ทรินาโซลาร์ เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวเข้าสู่ยุคทองของพลังงานสะอาดอย่างเต็มตัว
โดยผลักดันจากนโยบายระดับชาติ และการลงทุนมหาศาล โดยเฉพาะในประเทศไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ที่เริ่มเปลี่ยนเป้าหมายบนกระดาษสู่โครงการขนาดใหญ่ที่จับต้องได้
รายงานจาก BloombergNEF คาดการณ์ว่าในปี 2568-2569 จะมีโครงการพลังงานสะอาดเปิดประมูลรวมไม่น้อยกว่า 20 กิกะวัตต์ โดยมี “พลังงานแสงอาทิตย์” เป็นพระเอกหลัก ซึ่งคาดว่าจะมีกำลังการผลิตใหม่พุ่งสูงถึง 4.8 กิกะวัตต์ หรือเติบโตกว่า 1.5 เท่า จากปีที่ผ่านมา
“ไทย” ผู้นำการเปลี่ยนผ่านด้วยนโยบาย “Quick Big Win“
สำหรับประเทศไทย แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ตั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก 47% ภายในปี 2578 โดยมุ่งเน้นการเปิดเสรีภาคพลังงานผ่านนโยบาย Direct PPA (DPPA) ในปลายปีนี้ ที่ยอมให้ธุรกิจซื้อขายไฟฟ้าจากผู้ผลิตโดยตรง และโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์
ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากควบคู่ไปกับความยั่งยืน และภายใต้นโยบาย “Quick Big Win” ของกระทรวงพลังงาน การพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ได้รับความสำคัญในทุกระดับ โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน ส่งเสริมให้ผู้ผลิตภาคเอกชนลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน
นอกจากนี้รัฐบาลยังได้จัดสรรงบประมาณ 7.5 พันล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับภาครัฐ โรงพยาบาล และเพื่อช่วยเหลือระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ และระบบน้ำประปาหมู่บ้าน ในขณะเดียวกันการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) วางแผนที่จะลงทุน 3 พันล้านบาท
ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการส่งไฟฟ้าเพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งนี้ส่งผลทำให้ภูมิทัศน์พลังงานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการเร่งด่วนของประเทศที่ต้องการโซลูชันที่ตอบสนองด้านความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันมีหลายแนวโน้มที่มีความสำคัญที่มีบทบาทในการพลิกโฉมการพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ในปี 2569

5 นวัตกรรมกุญแจสำคัญ สู่พลังงานสะอาดแห่งอนาคต
เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้จริง รวดเร็ว และมีราคาที่แข่งขันได้ ทริน่าโซล่าร์ ในฐานะผู้นำด้านโซลูชันพลังงานระดับโลก ได้ระบุ 5 เทรนด์นวัตกรรมที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2026
การพัฒนาด้านเทคโนโลยีลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) ในระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (BESS) ตลาด BESS กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยคาดการณ์ว่าจะสูงถึง 76.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และพุ่งสูงขึ้นเป็น 172.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573
ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ที่ 17.6% แรงผลักดันนี้มาจากประสิทธิภาพของการกักเก็บพลังงานที่เพิ่มขึ้น ความปลอดภัยที่ดีขึ้น และต้นทุนแบตเตอรี่มีราคาลดลง ทำให้ความนิยมเพิ่มขึ้นและแบตเตอรี่ LFP ยังเหมาะสำหรับการใช้งานทั้งในระบบจัดเก็บพลังงานแบบอยู่กับที่และยานยนต์ไฟฟ้า
เมื่อมีการใช้รถ EV มากขึ้น ทำให้เกิดการผลิตแบตเตอรี่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ราคาของแบตเตอรี่ถูกลง ซึ่งเป็นผลดีกับภาพรวมของอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเพิ่มการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานเพื่อเพิ่มความเสถียรให้กับแหล่งพลังงานหมุนเวียน และวางรากฐานสำหรับพลังงานสะอาดในอนาคต
เพื่อเสริมความก้าวหน้าในระบบกักเก็บพลังงานทำให้ การผนวกรวมแหล่งพลังงานหมุนเวียนเข้ากับระบบกักเก็บพลังงาน ในการประชุม COP30 (2025) ผู้นำระดับโลกตอกย้ำถึงความสำคัญของการเร่งการเปลี่ยนผ่านภาคพลังงานสะอาดเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และก๊าซเรือนกระจก
ปัจจุบันหลายประเทศกำลังบูรณาการระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเข้ากับระบบกักเก็บพลังงานซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักในแผนพลังงานของทุกประเทศ พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลมที่ขาดความต่อเนื่องในการผลิตพลังงาน จะถูกชดเชยด้วยระบบกักเก็บพลังงานทำให้การจ่ายกระแสไฟฟ้ามีความเสถียร
สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง โซลูชันที่เกิดขึ้นนี้ช่วยให้กริดมีความเสถียรมากขึ้นสามารถจ่ายไฟฟ้าที่จัดเก็บไว้ในช่วงที่มีความต้องการสูงสุดหรือช่วงที่มีแสงแดดน้อย ด้วยการผสานเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานช่วยให้โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
อาทิ โครงการ ไลม์สโตน โคสต์ นอร์ธ เอ็นเนอร์ยี่พาร์ค ในออสเตรเลีย ที่ใช้ระบบกักเก็บพลังงานของ Trina Storage ขนาด 250 MW / 500 MWh เป็นกรณีศึกษาการใช้ระบบกักเก็บพลังงานควบคู่กับพลังงานหมุนเวียนที้น่าสนใจ เพราะโครงการนี้มีบทบาทในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับภูมิภาคออสเตรเลียตอนใต้
กลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มการผลิตพลังงานหมุนเวียนให้สูงสุด นั่นคือ การใช้ที่ดินอย่างสร้างสรรค์ในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน การเปลี่ยนที่ดินที่ไม่ได้ใช้งานให้กลายเป็นแหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียนกำลังได้รับความนิยมทั่วโลก ในมณฑลซานตง ประเทศจีน
เหมืองร้างแห่งหนึ่งได้รับการดัดแปลงให้เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาด 150 เมกะวัตต์ ซึ่งมีทั้งโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ และระบบกักเก็บพลังงาน ที่ดำเนินการควบคู่ไปกับการทำการเกษตร และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โครงการนี้แสดงให้เห็นว่า เราสามารถจัดการพลังงานหมนุเวียนควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงาน
และการใช้ประโยชน์สูงสุดจากการใช้ที่ดินในการทำการเกษตรหรือประมง นอกจากนี้โครงการนำร่องในการพัฒนาไมโครกริดอัจฉริยะของทรินาโซลาร์ที่สำนักงานใหญ่ในประเทศจีน ยังเป็นอีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจ โดยโครงการนี้ได้บูรณาการการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนโครงสร้างหลังคาที่จอดรถ
เข้ากับระบบกักเก็บพลังงานแบบ All-in-one และการชาร์จแบบสองทิศทางจากระบบผลิตไฟฟ้าสู่รถยนต์ และจ่ายไฟฟ้าสู่โครงข่ายกริด (V2G) โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงการผลิตไฟฟ้ารูปแบบใหม่ที่สร้างระบบนิเวศของพลังงานหมุนเวียนจาก “การผลิต-การจัดเก็บ-การชาร์จ-การคายประจุ” ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในการบูรณาการการผลิต กักเก็บ และจ่ายไฟฟ้าของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์
การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง คือ การพัฒนาแผงโซลาร์เซลล์ประสิทธิภาพสูง เนื่องจากพลังงานแสงอาทิตย์ยังคงเป็นพลังงานหมุนเวียนหลักในการผลิตไฟฟ้า และความก้าวหน้าล่าสุดในเซลล์แสงอาทิตย์แบบแทนเดมเพอรอฟสไกต์/ซิลิคอนได้เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าของโซลาร์พีวีถึง 31% ทรินาโซลาร์แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมด้วยความสำเร็จด้านการวิจัย และพัฒนาล่าสุด
ในนวัตกรรมของโซลาร์พีวี ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยี TOPCon Ultra และเซลล์แทนเดมเพอรอฟสไกต์/ซิลิคอน บริษัทเป็นผู้นำในการพัฒนานวัตกรรมด้วยการสร้างสถิติโลกใหม่ 5 รายการ ทั้งในด้านประสิทธิภาพของเซลล์ กำลังไฟฟ้าด้วยโมดูลขนาด 3.1 ตารางเมตร ที่มีกำลังไฟฟ้าสูงถึง 841 วัตต์
และมีประสิทธิภาพ 31% อีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจ คือ การพัฒนาโซลาร์พีวีรุ่น Shield ที่ออกแบบมาให้ทนทานต่อสภาพอากาศที่รุนแรง สามารถทนทานต่อลูกเห็บที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุด 75 มม. ที่กระทบในมุม 60°

แนวสุดท้าย คือ การพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์อย่างยั่งยืน ดาต้าเซ็นเตอร์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจดิจิทัลแต่ก็เป็นธุรกิจที่ใช้พลังงานมหาศาลเช่นกัน การเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์จึงก่อให้เกิดความกังวลในด้าน ESG อย่างมาก เนื่องจากต้นทุนด้านพลังงานคิดเป็น 30-50% ของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
โดยดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่แห่งเดียวใช้พลังงานเทียบเท่ากับเมืองขนาดเล็ก ซึ่งผู้ประกอบการในยุโรปให้ความสำคัญกับปัญหานี้ โดยกำหนดเป็นมาตรฐานของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในการดำเนินการจัดหาพลังงานหมุนเวียนสำหรับธุรกิจ การนำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ การเพิ่มประสิทธิภาพในระบบทำความเย็น และการจัดการทรัพยากรน้ำ
นอกจากนี้ยังมีการนำนวัตกรรมในการระบายความร้อนมาเพิ่มประสิทธิภาพให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น การระบายความร้อนด้วยของเหลว และการจัดการการไหลเวียนของอากาศขั้นสูงมาใช้เพื่อลดการใช้พลังงานอีกด้วย การบูรณาการระบบจัดการพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของศูนย์ข้อมูล
และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด เนื่องจากการดำเนินงานของดาต้าเซ็นเตอร์มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ การใช้พลังงานหมุนเวียน และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นมาตรฐานของธุรกิจที่มีความสำคัญ
ประเทศไทยมีนโยบาย และมาตรการส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานในการใช้พลังงานสะอาดของดาต้าเซ็นเตอร์ ผ่านนโยบายสนับสนุน และการอนุมัติโครงการที่คล่องตัวมากขึ้น ซึ่งทรินาโซลาร์มีส่วนร่วมในการจัดหาแผงโซลาร์พีวี และระบบกักเก็บพลังงานเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนี้
โดยใช้โมดูลประสิทธิภาพสูง เพื่อส่งมอบพลังงานที่ความเสถียร เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่บริหารจัดการภายใต้บริบทของความยั่งยืนมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่อการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล และการลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ
อีกทั้งยังสนับสนุนการดำเนินการตามเป้าหมายของการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศ ขณะที่ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยมีประเทศไทยเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง นวัตกรรมของพลังงานแสงอาทิตย์ทั้ง 5 ประการ ตั้งแต่การผนวกรวมพลังงานหมุนเวียน
เข้ากับระบบกักเก็บพลังงานไปจนถึงการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์อย่างยั่งยืน ช่วยปลดล็อกโอกาสที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด และความมั่นคงทางพลังงาน สำหรับทรินาโซลาร์แล้ว เราไม่ได้เป็นเพียงผู้พัฒนาเทคโนโลยีเท่านั้น
แต่เรากำลังสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และบูรณาการโซลูชันในการบริหารจัดการพลังงานที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้กับประเทศต่างๆ ทั่วทั้งภูมิภาค เพื่อสนับสนุนเป้าหมายในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน การลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศ

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ผู้ประกอบการ และหน่วยงานวิจัย ภายใต้ความร่วมมือนี้ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถยกระดับสู่การเป็นผู้นำระดับโลกในด้านพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างความมั่นคงในด้านพลังงานสะอาดสำหรับคนรุ่นต่อไป
ที่ทรินาโซลาร์ ภารกิจ “Solar Energy for All” เป็นแรงผลักดันให้เราพัฒนานวัตกรรม ภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตร และการริเริ่มโครงการขนาดใหญ่ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การบูรณาการ และความมุ่งมั่น เพื่ออนาคตของพลังงานสะอาดในภูมิภาคที่มีความเท่าเทียม และความยั่งยืน
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























