ture เล็งควบรวม dtac? เป็น Citrine Global เพื่อเพิ่มโอกาสเเข่งขันแบบเท่าเทียม

Citrine Global

ทรู (ture) เล็งควบรวม ดีแทค (dtac) เป็น Citrine Global หวังเพิ่มโอกาสเเข่งขันแบบเท่าเทียม แม้อาจต้องใช้เวลานานเพื่อพิจารณารายละเอียด…

ture เล็งควบรวม dtac? เป็น Citrine Global เพื่อเพิ่มโอกาสเเข่งขันแบบเท่าเทียม

เมื่อวานนี้ ทาง เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ เครือซีพี ซึ่งเป็นเจ้าของ ทรู (true) และกลุ่มเทเลนอร์ ซึ่งเป็นเจ้าของ ดีแทค (dtac) ได้ออกมาประกาศถึงดีดที่ช็อกวงการ หลังจากมีข่าวลือมาซักพัก ว่าทั้ง 2 พิจารณาสร้างความร่วมมืออย่างเท่าเทียมกัน (Equal Partnership) เพื่อปรับโครงสร้างองค์กร (Transformation) สู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยี หรือ Tech Company ภายใต้ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีฮับ

โดยการสนับสนุนให้บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (TRUE) และ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (DTAC) ตั้งเป้าปรับโครงสร้างธุรกิจสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยี (Technology Company) พร้อมเสริมธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ การสร้างดิจิทัลอีโคซิสเต็ม และกองทุนสตาร์ทอัพ เพื่อสอดรับยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีระดับภูมิภาค

ในระหว่างการศึกษา และพิจารณาการปรับโครงสร้างครั้งนี้ ธุรกิจของทรู และดีแทค จะยังคงดำเนินไปตามปกติของแต่ละบริษัท ในขณะที่เครือซีพี ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของทรู และกลุ่มเทเลนอร์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของดีแทค ตั้งเป้าที่จะหาข้อสรุปในรายละเอียดของความร่วมมืออย่างเท่าเทียมกัน (Equal Partnership)

ซึ่งจะส่งผลให้ เครือซีพีและกลุ่มเทเลนอร์ ถือหุ้นเท่าเทียมกันในบริษัทใหม่ที่จะร่วมกันสร้างขึ้น นอกจากนี้ ทรู และดีแทคจะดำเนินการตามเงื่อนไขต่าง ๆ ทั้งการตรวจสอบกิจการของอีกฝ่ายหนึ่งแล้วเสร็จเป็นที่พอใจ (Due Diligence) การขออนุมัติที่เกี่ยวข้องจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท และผู้ถือหุ้นของทั้งสองบริษัท ตลอดจนการดำเนินขั้นตอนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ให้แล้วเสร็จ

Citrine Global

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บริษัท
ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาพรวมของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (Telecom Landscape) ได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเทคโนโลยีใหม่ และตลาดที่เปิดกว้างต่อการแข่งขัน

โดยผู้ประกอบการจากอุตสาหกรรมดิจิทัลขนาดใหญ่ในระดับภูมิภาคเข้ามาเสนอรูปแบบบริการดิจิทัลมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคม ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว นอกเหนือจากการพัฒนาการให้บริการเครือข่าย (Connectivity) ให้เป็นอัจฉริยะแล้ว ยังต้องเสริมศักยภาพ และความรวดเร็ว

ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) จากโครงข่ายการสื่อสาร และส่งมอบเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ให้กับลูกค้า ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้การปรับโครงสร้าง (Transformation) ของบริษัทไทยสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยี ให้สามารถแข่งขันกับผู้เล่นชั้นนำระดับโลกได้นั้น ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

“การปรับโครงสร้างสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยี สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ที่จะก้าวเป็นฮับของเทคโนโลยีในระดับภูมิภาค โดยโทรคมนาคม (Telecom) จะยังคงเป็นธุรกิจหนึ่งของโครงสร้าง และจะต้องพัฒนาธุรกิจเพิ่มเติมในส่วนที่มุ่งเน้นด้านเทคโนโลยี

รวมไปถึงปัญญาประดิษฐ์, ระบบคลาวด์เทคโนโลยี, ไอโอที, อุปกรณ์อัจฉริยะ เมืองอัจฉริยะ ดิจิทัลมีเดียโซลูชั่น และปรับโครงสร้างเพื่อให้สนับสนุนการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยี (Tech Startup) โดยการจัดตั้ง Venture Capital ที่มุ่งเน้นลงทุนในสตาร์ทอัพไทย และสตาร์ทอัพต่างประเทศ ที่ตั้งในประเทศไทย

นอกจากนี้ เรายังมีแผนที่จะศึกษาด้านเทคโนโลยีอวกาศ (Space Technology) เพื่อนำมาปรับใช้กับธุรกิจซึ่งถือว่าเป็นการเปิดกว้างกรอบความคิดในการทำนวัตกรรมใหม่เพิ่มเติมด้วยเช่นกัน”

การก้าวสู่บริษัทเทคโนโลยี คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาแบบก้าวกระโดด และสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กระจายไปทั่วประเทศได้ ซึ่งในฐานะบริษัทไทย เรามุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยปลดล็อกศักยภาพที่มีอยู่อย่างมหาศาลของธุรกิจไทย และผู้ประกอบการดิจิทัลไทย รวมทั้งยังจะสามารถดึงดูดคนที่เก่งที่สุด และธุรกิจล้ำสมัยจากทั่วโลกให้มาทำธุรกิจในประเทศไทยได้อีกด้วย

“วันนี้ เป็นการก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าวตามแนวทางดังกล่าว โดยเราหวังว่า จะเป็นส่วนเสริมพลังให้กับคนรุ่นใหม่ทั้งหมด และสร้างงานด้านเทคโนโลยี ในการเติมเต็ม และดึงเอาศักยภาพ ให้เป็นผู้ประกอบการที่ส่งมอบมูลค่าเพิ่มผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้วยการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานทางด้านโทรคมนาคมดิจิทัลที่ล้ำสมัยนี้” ศุภชัย กล่าว

Citrine Global

ด้าน ซิคเว่ เบรกเก้ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มเทเลนอร์ กล่าวว่า เรามีประสบการณ์ในการขับเคลื่อนโลกดิจิทัลในประเทศต่าง ๆ ในเอเชียมาแล้ว ดังนั้น ขณะที่เรายังพัฒนาต่อไปทั้งผู้บริโภค และธุรกิจต่างคาดหวังบริการที่ล้ำสมัย และการเชื่อมต่อที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

เราเชื่อว่า บริษัทใหม่นี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการต่อยอด ยกระดับประเทศไทย ไปสู่การเป็นผู้นำในโลกดิจิทัลได้ ด้วยการผนวกความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเข้ากับการบริการที่ดึงดูดลูกค้า พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีเยี่ยม

Citrine Global

ขณะที่ เยอเก้น โรสทริป รองประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารภูมิภาคเอเซีย กล่าวว่า ข้อตกลงในครั้งนี้จะช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างฐานของเราในเอเชียให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ตลอดจนสร้างคุณค่า และพัฒนาตลาดในภูมิภาคนี้ต่อไปในระยะยาว 

เรามีความมุ่งมั่น และพันธกิจต่อทั้งประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียมาอย่างยาวนาน และความร่วมมือครั้งนี้ก็จะเสริมความมุ่งมั่นและพันธกิจนี้ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น การที่เราสามารถเข้าถึงทั้งเทคโนโลยีใหม่ ๆ และทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพดีที่สุด จะเป็นปัจจัยเสริมที่สำคัญสำหรับบริษัทใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นในครั้งนี้

“บริษัทใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นในชื่อ ซิทริน โกลบอล (Citrine Global) จะตั้งกองทุนมูลค่าประมาณ 100-200 ล้านเหรียญสหรัฐ ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนส่งเสริมผู้ประกอบการ และสตาร์ทอัพบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เน้นการสร้างผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ ๆ เพื่อประโยชน์แก่ผู้บริโภคในประเทศไทย” เยอเก้น กล่าว

ทั้งเครือซีพี และ กลุ่มเทเลนอร์ ต่างมั่นใจว่า การพิจารณาสร้างความร่วมมืออย่างเท่าเทียมกันในครั้งนี้จะสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค และประชาชนไทย ซึ่งจะช่วยสนับสนุน และส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาคตามยุทธศาสตร์ของประเทศไทยได้สำเร็จตามเป้าหมาย

(แอดมินวิเคราะห์) ดีด true-dtac ไม่ง่าย และลูกค้ามีทางเลิอกน้อยลง?

Citrine Global

จากการออกมาประกาศลงนามความร่วมมือของทั้ง 2 บริษัท นี้ ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าเป็นเป็นการเซ็นลงนามความร่วมมือเพื่อศึกษา และพิจารณาหาข้อสรุปถึงผลได้ผลเสีย หากเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วอาจจะ เกิด หรือ ไม่เกิด บริษัท ซิทริน โกลบอล ขึ้นก็เป็นได้หมด ปละจะต้องใช้เวลายาวนาน ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในเร็ววัน

หากมองข้อดี ก็จะสามารถมองได้ว่าเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการของทั้ง 2 บริษัทฯ เนื่องจากจะมีเงินทุนที่หนามากขึ้น และสามารถให้บริการได้ครอบคลุมมากขึ้นผ่านการใช้โครงข่ายการสื่อสารที่ทั้ง 2 บริษัทฯ มีอยู่

แต่เดี๋ยวก่อน!! หากมองกันดี ๆ ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วย ไม่ว่าจะเป็นจะทำกลายการผูกขาดในการให้บริการในอนาคต หรือไม่ หรือ ใครจะเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีอำนาจในการอนุมัติในดีดนี้คือหน่วยงานไหน ดังนั้นไม่น่าง่าย แต่แอดมินก็แอบหวั่นใจ ว่าด้วย เพาเวอร์ของเครือซีพี

ที่ทำให้เห็นมาตั้งแต่การเข้าซื้อกิจการของ แม็คโคร และโลตัส ที่ ก็ทำมาแล้ว ซึ่งหากมองในมุมนี้เราก็จะเป็นว่า เครือซีพี นั่นแทบจะครองตลาดค้าปลีกภายในประเทศไทยไปทั้งหมดแล้ว เพราะนอกเหนือจาก แม็คโคร และโลตัส เราต้องไม่ลืมว่าเครือซีพีนั้นก็เป็นเจ้าของ เซเว่น อีเลฟเว่น (7-Eleven) ที่มีสาขาทั่วประเทศอีกด้วย

กลับมาที่เรื่องของ ข้อเสีย กันเเม้ว่ามองแบบง่าย ๆ หากเกิดการควบควมกันของทั้ง 2 บริษัทฯ ที่ดูเหมือนว่าจะมีแต่ข้อดี แต่อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น เมื่อผู้เล่นในตลาดน้อยราย การแข่งขันย่อมน้อยลงอัตโนมัติ สิ่งที่ผู้บริโภคอาจจะต้องเผชิญคือการแข่งขันในด้านราคาที่น้อยลง เพราะมีตัวเลือกน้อย

กล่าวคือ ไม่ใช้ เอไอเอส ก็ต้อง ซิทริน โกลบอล เท่านั้นอำนาจในการในกำหนดราคาจะกลับไปอยู่ในมือของ เอไอเอส และ ซิทริน โกลบอล โดยเฉพาะเมื่อเราอยู่ในยุคของการที่ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนในชีวิตประจำในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านโมบายแบงค์กิ้ง หรือการเข้าแอปฯ ต่าง ๆ ก็จำเป็นต้องเลือกใช้

โครงข่ายสัญญาณแค่ 1 จากใน 2 ผู้ให้บริการนี้เท่านั้น ซึ่งในแง่นี้ย่อมไม่สงผลดีต่อผู้บริโภคอย่างแน่นอน และหากลองจากมุมผู้ให้บริการอย่าง เอไอเอส ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีในการแย่งผู้ใช้บริการมาจากทั้ง 2 ค่าย ในช่วงที่ยังหาข้อสรุปกันอยู่ เหมือนช่วงที่ทาง ทรู ได้เข้าไปซื้อกิจการของ Hutch ในช่วงที่เริ่มมีการใช่โครงข่าย 3G ในประเทศไทย

Citrine Global

ซึ่ง ณ วันนั้น เอไอเอส สามารถทำให้ลูกค้าย้ายเข้ามาใช้บริการของตนเองได้เป็นอย่างมาก และหากมีการควบรวมกันจริง ๆ ไม่ใช่เป็นการรวมกันเพื่อจัดทำบริษัทฯใหม่ขึ้นมาเพื่อให้บริการอย่างที่เหมือนที่ทาง ทรู และดีแทค พยายามสื่อ ก็จะหมายความว่าจำนวนของพนักงานของทั้ง 2 บริษัทฯ ก็จะต้องปรับลดลง นั่นหมายถึงเราอาจจะได้เห็นการตกงาน

ของพนักงานอีกจำนวนมากเลยทีเดียว ความพยายามในการสื่อสารของทั้ง 2 บริษัทฯ ว่าเป็นความร่วมมือในการพัฒนาบริการใหม่ ๆ ออกสู่สังคมไทย นั้น ยังมีข้อที่น่าสงสัยอยู่อีกมาก ไม่ว่าจะเป็น การถือหุ้นเท่าเทียมกัน (Equal Partnership) ในบริษัทใหม่ที่จะร่วมกันสร้างขึ้น

โดยใช้วิธีจัดสรรหุ้นของบริษัทใหม่ (ยังไม่มีชื่อเรียก) ด้วยอัตรา 1 หุ้น ทรู เดิม ต่อ 2.40072 หุ้นของบริษัทใหม่ และ 1 หุ้น ดีแทค ต่อ 24.53775 ของหุ้นบริษัทใหม่ หรือ การตรวจสอบกิจการของอีกฝ่ายหนึ่งแล้วเสร็จเป็นที่พอใจเพื่อยื่นต่อคณะกรรมการบริษัทฯ และผู้ถือหุ้นของ ทั้ง 2 บริษัทฯ

ณ วันนี้ ยังมีข้อสรุปที่ชัดเจนออกมา และยังไม่มีการให้ข้อมูลเพิมเติมแต่อย่างใด ทำให้เป็นเพียงการคาดเดาเพียงเท่านั้น 

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) 
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A

สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th

Itdayleadger

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.