Vivo อวดโฉมวิดีโอสตรีมมิงระดับ 8K UHD ในงาน MWC Shanghai 2021

0
219
Vivo

วีโว่ (Vivo) ตอกย้ำผู้นำเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ 5G ระดับโลก อวดโฉมวิดีโอสตรีมมิงระดับ 8K UHD ผ่าน 5G mmWave ในงาน MWC Shanghai 2021…

Vivo อวดโฉมวิดีโอสตรีมมิงระดับ 8K UHD ในงาน MWC Shanghai 2021

วีโว่ เผยโฉมสุดยอดนวัตกรรมวิดีโอสตรีมมิงความละเอียดสูงระดับ 8K ultrahighdefinition (UHD) ผ่านการไลฟ์โดยใช้สัญญาณการเชื่อมต่อความเร็วสูง 5G ในงาน Mobile World Congress (MWC) Shanghai 2021 ตอกย้ำภาพผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยี 5G Millimeter Wave (mmWave) 

Vivo

โดย วีโว่ จัดแสดงนวัตกรรมวิดีโอสตรีมมิงระดับ 8K UHD ผ่านเทคโนโลยี 5G mmWave ในงาน MWC Shanghai 2021 ภายในงาน วีโว่ ได้ดึงเอาศักยภาพของสัญญาณ 5G mmWave ถ่ายทอดภาพวิดีโอความละเอียดระดับ 8K UHD จากเซิร์ฟเวอร์ไปยังสมาร์ตโฟนของ วีโว่ จากนั้นฉายวิดีโอความละเอียดระดับ UHD 

ไปยังทีวีที่รองรับภาพความละเอียด 8K แบบไร้สายได้อย่างลื่นไหลไม่สะดุด โดยสมาร์ตโฟน วีโว่ ที่ใช้จัดแสดงภายในงานนั้นเป็นรุ่นที่รองรับเครือข่ายสัญญาณ 5G ทั้งคลื่นความถี่แบบ Sub6GHz และ mmWave (n257/258/260/261) 

โดยใช้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อ NSA (EN-DC) แบบคู่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรับส่งสัญญาณที่เร็ว และแรงยิ่งขึ้น แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของ วีโว่ ในด้านการวิจัย และพัฒนานวัตกรรม 5G mmWave และเพิ่มศักยภาพในการนำสัญญาณดังกล่าวไปใช้ในเชิงพาณิชย์

Vivo

ซึ่งในงาน MWC Shanghai 2021 มีโซนการจัดแสดงเทคโนโลยี 5G mmWave Zone ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง GSMA (Global System for Mobile Communications) องค์กรกำกับดูแลมาตรฐานการสื่อสาร ร่วมกับพันธมิตรกว่า 39 แบรนด์ รวมทั้ง วีโว่, China Unicom และ Qualcomm 

มาร่วมทดสอบประสิทธิภาพผ่านสถานการณ์จำลองต่าง ๆ ที่ต้องใช้สัญญาณ 5G mmWave โดยภายในโซนได้สาธิตวิธีการใช้งานสัญญาณ 5G mmWave กับงานแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว (Winter Olympics) ให้มีความทันสมัย และชาญฉลาดยิ่งขึ้น รวมทั้งเพิ่มความเป็นไปได้ และสร้างมาตรฐานในอีโคซิสเต็มอุตสาหกรรม mmWave ของจีนแบบไร้ขอบเขตมากยิ่งขึ้น

Vivo

ในปัจจุบัน การให้บริการเครือข่ายสัญญาณ 5G ทั่วโลกใช้ความถี่แบบ sub6Ghz และ mmWave เป็นหลัก ซึ่งคลื่น Millimeter นั้น เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่น 1mm ถึง 10mm และช่วงความถี่อยู่ที่ 30GHz ถึง 300GHz เมื่อเปรียบเทียบกับคลื่นความถี่ที่ต่ำกว่า 6GHz แล้ว

พบว่าความถี่แบบ mmWave มีข้อได้เปรียบที่โดดเด่นมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น แบนด์วิธ (Bandwidth) ที่ใหญ่ขึ้น ความล่าช้าในการเชื่อมต่อทางอากาศที่ต่ำลง และการกำหนดค่า Air Interface ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของระบบการสื่อสารแบบไร้สาย อัตราการส่งข้อมูล

รวมทั้งแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเครือข่ายไฮบริดทั้งแบบความถี่ต่ำ (Low-frequency) และความถี่สูง (High-frequency) จะกลายมาเป็นสถาปัตยกรรมพื้นฐานของระบบการสื่อสารเคลื่อนที่แบบ 5G

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วีโว่ ทุ่มงบประมาณลงทุนกับเทคโนโลยี 5G mmWave และได้รับผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม โดยทีมนักพัฒนา 5G ของ วีโว่ เริ่มทำการวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยี mmWave ไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ปี 2016 และมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐาน 3GPP R15/R16 mmWave

ซึ่งมีส่วนสำคัญในมาตรฐานของ 5G mmWave และในเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา มีข้อมูลจากการทดสอบภาคสนามที่จัดโดย กลุ่ม IMT2020 (5G) Promotion Group ในเขตหวายโหรว (Huairou) ของกรุงปักกิ่ง พบว่าอัตราการดาวน์ลิงก์ (downlink) 4CC สูงสุดบนสมาร์ตโฟน 5G mmWave ของ วีโว่ อยู่ที่ 2.06 กิกะบิต ต่อวินาที (Gbps)

โดยขยายระยะทางออกไปได้ไกลถึง 1.3 กิโลเมตร (ตามเงื่อนไข LOS ณ สถานที่ทดสอบ) และในงาน World 5G Convention 2020 เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา วีโว่ ได้จัดแสดงวิธีการทำงานที่สมาร์ตโฟน 5G mmWave สามารถเชื่อมต่อกับโปรแกรมจำลองเครือข่ายไร้สาย ซึ่งได้รับความสนใจจากคนในแวดวงอุตสาหกรรมมากมายอีกด้วย

ด้วยศักยภาพและการประยุกต์การใช้งานอย่างกว้างขวาง วีโว่ พร้อมจะเดินหน้ามุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยี และแอปพลิเคชัน 5G mmWave พร้อมทำงานร่วมกันกับพันธมิตรในอุตสาหกรรม เพื่อส่งมอบศักยภาพของเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ 5G ให้ทรงประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) 
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A

สามารถกดติดตามข่าวสารและบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th

Itdayleadger

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.