Zimbra เผยมุมมองธุรกิจไทยกับการใช้อีเมลภายนอก ใครคือคนคุมข้อมูล?

Zimbra

ซิมบรา (Zimbra) เมื่อธุรกิจไทยเลือกใช้บริการอีเมลจากภายนอก สะดวกแต่ความปลอดภัยใครดูแล? พร้อมเปิดประเด็นสำคัญเรื่องสิทธิ์การควบคุม และความรับผิดชอบต่อข้อมูลองค์กร…

Zimbra เผยมุมมองธุรกิจไทยกับการใช้อีเมลภายนอก ใครคือคนคุมข้อมูล?

Zimbra
แอนโทนี แชดด์ (Anthony Chadd) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ (Chief Revenue Officer) บริษัท Zimbra จำกัด

แอนโทนี แชดด์ (Anthony Chadd) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ (Chief Revenue Officer) บริษัท Zimbra จำกัด เผยว่า ข้อมูลระดับองค์กรในประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ทีมจัดซื้ออาจถามว่าระบบหนึ่งมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ และสามารถทำอะไรได้บ้าง คำถามเหล่านั้นยังคงมีความสำคัญ

แต่ปัจจุบันต้องพิจารณาควบคู่ไปกับคำถามที่ตอบได้ยากขึ้น เช่น ใครเป็นผู้ให้บริการงานระบบ กฎหมายใดบ้างที่ใช้บังคับ และระบบสามารถให้คำตอบ หรือจัดเตรียมข้อมูลได้รวดเร็วเพียงใดเมื่อหน่วยงานกำกับดูแลเข้ามาตรวจสอบ แม้องค์กรสามารถจ้างบุคคลภายนอกให้ดูแลด้านเทคโนโลยีได้

แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความรับผิดชอบยังคงอยู่ที่องค์กรเองคำตอบของประเทศไทยต่อคำถามนี้มีความชัดเจน และเฉพาะเจาะจงมากขึ้นในปีนี้

มาตรฐานความรับผิดชอบรูปแบบใหม่

ปัจจุบันมีกฎระเบียบ 2 ประการ ที่กำหนดมาตรฐานดังกล่าวไว้ชัดเจน ประการแรก ภายใต้ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) องค์กรใดก็ตามที่ดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล จะต้องแจ้งต่อคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ภายใน 72 ชั่วโมง

นับจากที่ตรวจพบการละเมิดข้อมูล และ PDPC เองก็ได้บังคับใช้กรอบเวลาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยการไม่แจ้งเหตุละเมิดข้อมูลภายในกำหนดเวลาเป็นหนึ่งในข้อบกพร่องที่ถูกระบุในคดีบังคับใช้กฎหมายทุกกรณีที่หน่วยงานกำกับดูแลประกาศในเดือนสิงหาคม 2568 โดยมีค่าปรับสูงสุดถึง 3 ล้านบาท ต่อการละเมิดหนึ่งครั้ง

นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2568 เป็นต้นมา ยังมีข้อกำหนดใหม่ที่เข้ามาเสริมมาตรฐานดังกล่าว นั่นคือ มาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยบนคลาวด์ของสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)

ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ตลอดจนผู้ให้บริการคลาวด์ที่ให้บริการแก่หน่วยงานเหล่านี้ ต้องสามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า ข้อมูลถูกจัดเก็บอยู่ที่ใด และใครเป็นผู้รับผิดชอบข้อมูลในแต่ละขั้นตอน

Zimbra

มาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยบนคลาวด์ (Cloud Security Standard) มีเป้าหมายโดยเฉพาะสำหรับหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และผู้ให้บริการหรือคู่ค้าของหน่วยงานเหล่านี้ แต่หลักคิดที่อยู่เบื้องหลังมาตรฐานดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มเหล่านี้เท่านั้น

หน่วยงานกำกับดูแลของไทยภายใต้กฎระเบียบทั้ง 2 ฉบับ กำลังตั้งคำถามพื้นฐานเดียวกันว่า ไม่ใช่ว่าผู้ให้บริการอ้างว่าตนให้ความสำคัญกับความปลอดภัยหรือไม่ แต่คือองค์กรสามารถจัดทำเอกสารระบุได้อย่างชัดเจนและแม่นยำหรือไม่ว่า ข้อมูลของตนถูกจัดเก็บอยู่ที่ใด และใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อข้อมูลดังกล่าว

ประเด็นนี้เริ่มมีความซับซ้อนเมื่อพูดถึง อีเมล เพราะโดยทั่วไปอีเมลมักถูกมองว่าเป็นเพียงบริการสาธารณูปโภคด้านไอที มากกว่าจะเป็นระบบธุรกิจที่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแล องค์กรมักจัดสรรงบประมาณให้อีเมลในลักษณะเดียวกัน ต่ออายุบริการในลักษณะเดียวกัน และตรวจสอบอีเมลด้วยระดับความเข้มงวดใกล้เคียง

กับการตรวจสอบเครือข่ายสำนักงาน ทั้งที่ในความเป็นจริง การตัดสินใจที่มีความละเอียดอ่อนแทบทุกเรื่องขององค์กรล้วนผ่านอีเมลในบางช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็น เอกสารสำหรับคณะกรรมการ คำแนะนำทางกฎหมาย เรื่องบุคลากร หรือคำสั่งจากลูกค้า โดยระบบธุรกิจส่วนใหญ่มักมีผู้รับผิดชอบที่ระบุไว้อย่างชัดเจน

และมีมาตรการควบคุมที่กำหนดไว้แน่นอน แต่อีเมลกลับครอบคลุมการใช้งานของทุกแผนก จึงมักทำให้ความรับผิดชอบถูกแบ่งออกระหว่าง ฝ่าย IT ฝ่ายความปลอดภัย ฝ่ายกำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

และฝ่ายปฏิบัติการ การจัดโครงสร้างเช่นนี้อาจดำเนินไปได้ตามปกติ จนกระทั่งมีใครสักคนต้องตอบคำถามที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับระบบอีเมล ภายใต้กรอบเวลาที่จำกัด

Zimbra

การควบคุมที่แท้จริงมีหน้าตาอย่างไร

การควบคุมระบบมีความสำคัญมากที่สุดในช่วง ชั่วโมงแรก ๆ หลังจากค้นพบเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหล เพราะนั่นคือช่วงเวลาที่เริ่มนับถอยหลัง และคำถามต่าง ๆ จะมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น ข้อมูลอะไรถูกเปิดเผย เมื่อเกิดขึ้นอย่างไร เกิดขึ้นเมื่อใด และองค์กรได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง

กรอบเวลา 72 ชั่วโมง ตาม PDPA เริ่มนับตั้งแต่วินาทีที่ตรวจพบการละเมิดข้อมูล ไม่ใช่เริ่มนับเมื่อมีคนมาตรวจสอบในภายหลัง หากองค์กรไม่มีความสามารถในการมองเห็น และไม่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานเหนือระบบอีเมล และระบบสื่อสารของตนเอง องค์กรอาจต้องพึ่งพาผู้อื่นในการตรวจสอบ ระบุ และรับมือกับเหตุการณ์ต่าง ๆ

กล่าวคือ ต้องรอให้ผู้ให้บริการเป็นผู้ตรวจพบปัญหา อธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น และจากนั้นจึงอนุญาตให้ดำเนินการแก้ไขตามลำดับ ดังนั้นประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณต้องติดตั้ง และดูแลเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง แต่อยู่ที่ว่า คุณสามารถตอบได้หรือไม่ว่าใครเป็นผู้ควบคุมระบบอีเมลของคุณ และบุคคล หรือหน่วยงานนั้นสามารถดำเนินการได้รวดเร็วเพียงใด

โดยทั่วไป คำถามนี้มักไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง จนกว่าจะมีเหตุการณ์บางอย่างบังคับให้องค์กรต้องกลับมาทบทวน เช่น การตรวจสอบ (Audit), เหตุการณ์ด้านความปลอดภัย (Incident) หรือการต่ออายุบริการ (Renewal) การตรวจสอบ และเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่แจ้งล่วงหน้า แต่ การต่ออายุบริการเป็นสิ่งที่สามารถกำหนดเวลาไว้ล่วงหน้าได้

Zimbra

ตั้งคำถามก่อนต่ออายุระบบอีเมล

การต่ออายุบริการเป็นสิ่งหนึ่งที่องค์กรสามารถควบคุมได้ ในหลายองค์กร เรื่องความเป็นเจ้าของการควบคุม การสนับสนุน และการกำกับดูแลข้อมูล ไม่ได้ถูกทบทวนอย่างจริงจังมานานหลายปี แต่ช่วงเวลาต่ออายุบริการก็เป็นช่วงที่องค์กรมีอำนาจต่อรองมากที่สุดในการตั้งคำถามที่สำคัญ และประเมินความเสี่ยงใหม่อีกครั้งก่อนที่จะลงนามต่ออายุสัญญา มีคำถาม 3 ข้อ ที่ควรตอบอย่างตรงไปตรงมา

หากต้องเปลี่ยนระบบจริงจะใช้เวลานานแค่ไหน?

องค์กรส่วนใหญ่ไม่เคยวัดเรื่องนี้อย่างจริงจัง หากไม่สามารถตอบได้ ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าการเปลี่ยนระบบเป็นทางเลือกที่ทำได้จริงหรือไม่ และหากองค์กรไม่สามารถย้ายออกจากระบบเดิมได้ ก็แทบไม่มีอำนาจในการต่อรอง

อะไรสามารถโอนย้ายได้ และอะไรไม่สามารถโอนย้ายได้?

ข้อความอีเมลสามารถย้ายจากระบบหนึ่งไปยังอีกระบบหนึ่งได้ แต่ข้อมูลหรือหลักฐานที่ต้องเก็บไว้เพื่อการปฏิบัติตามกฎระเบียบจะต้องถูกโอนไปด้วยเสมอ และนี่คือสิ่งที่หน่วยงานกำกับดูแลมักต้องการตรวจสอบเป็นอันดับแรก ไม่ว่าข้อมูลดังกล่าวจะถูกจัดเก็บอยู่บนแพลตฟอร์มใด ความรับผิดชอบในการจัดเก็บ และนำส่งข้อมูลเมื่อถูกเรียกตรวจยังคงเป็นขององค์กร

Zimbra

เมื่อเกิดปัญหา ใครมีอำนาจในการดำเนินการ?

ไม่ใช่แค่ “ต้องติดต่อใคร” แต่ต้องถามว่า “ใครมีอำนาจในการลงมือดำเนินการ” คำตอบข้อนี้จะเป็นตัวกำหนดว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ องค์กรสามารถตรวจสอบเหตุการณ์ด้วยตนเองได้หรือไม่ หรือจำเป็นต้องรอให้ผู้ให้บริการแจ้งว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อมีเวลาเพียง 72 ชั่วโมง ในการรายงานเหตุการณ์ ความแตกต่างนี้อาจเป็นตัวตัดสินว่าองค์กรจะสามารถดำเนินการได้ทันตามกำหนดเวลา หรือไม่

คำถามทั้ง 3 ข้อ นี้ ไม่ได้หมายความว่าองค์กรจำเป็นต้องเปลี่ยนผู้ให้บริการ องค์กรส่วนใหญ่เมื่อทบทวนเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจังแล้ว ก็ยังเลือกใช้ผู้ให้บริการรายเดิมต่อไป สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ การตัดสินใจนั้นเกิดจากการพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่ใช่เพียงการเลือกใช้ระบบเดิมต่อไปโดยอัตโนมัติ

ต่อจากนี้กฎระเบียบด้านข้อมูลในประเทศไทยจะเข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ องค์กรที่จะอยู่ในจุดที่ได้เปรียบจึงไม่จำเป็นต้องเป็นองค์กรที่มีเทคโนโลยีหรือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่สุด แต่เป็นองค์กรที่สามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่า “ข้อมูลของเรามีใครรับผิดชอบ” และสามารถนำหลักฐานมายืนยันได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้ผู้ตรวจสอบ หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องถามซ้ำ

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) 
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A

สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th

ITDay