สงครามไซเบอร์ไร้พรมแดน! ManageEngine เตือนองค์กรรับมือภัยภูมิรัฐศาสตร์ ชี้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกลายเป็นเป้าหมายโจมตีสำคัญ

ManageEngine

แมเนจเอนจิ้น (ManageEngine) เผยภัยคุกคามสงครามไซเบอร์ในแนวหน้า ชี้เหตุผลสำคัญที่ภาคธุรกิจ และองค์กรยุคใหม่ต้องเร่งเตรียมความพร้อม และยกระดับเกราะป้องกันเพื่อรับมือความขัดแย้งทางดิจิทัล…

สงครามไซเบอร์ไร้พรมแดน! ManageEngine เตือนองค์กรรับมือภัยภูมิรัฐศาสตร์ ชี้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกลายเป็นเป้าหมายโจมตีสำคัญ

ManageEngine

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สนามรบ แต่ขยายสู่เครือข่าย เซิร์ฟเวอร์ และระบบดิจิทัลทั่วโลก แมเนจเอนจิ้น ชี้องค์กรภาครัฐ และเอกชนกำลังเผชิญภัยไซเบอร์ที่เชื่อมโยงกับปัจจัยทางการเมือง และความมั่นคง พร้อมแนะยกระดับการป้องกันจากงานไอที สู่ยุทธศาสตร์บริหารความเสี่ยงระดับองค์กร

WEF เผย 64% ขององค์กรนำภัยไซเบอร์จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์มารวมในกลยุทธ์ความปลอดภัย ขณะที่ 23% ของหน่วยงานภาครัฐยอมรับว่ายังมีความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ไม่เพียงพอ ตอกย้ำความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือความขัดแย้งดิจิทัลที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา

เมื่อสนามรบขยายสู่โลกดิจิทัล องค์กรทุกแห่งมีความเสี่ยง

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่บนบก ทะเล หรืออากาศอีกต่อไป แต่กำลังขยายสู่โลกไซเบอร์อย่างเงียบงัน ผ่านการโจมตีเครือข่าย เซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์ปลายทาง โดยมีทั้งหน่วยงานภาครัฐ ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และองค์กรภาคเอกชนเป็นเป้าหมาย

ManageEngine
ณัฐวิชช์ ว่องสิทธิโรจน์ Regional Technical Head แมเนจเอนจิ้น

ณัฐวิชช์ ว่องสิทธิโรจน์ Regional Technical Head แมเนจเอนจิ้น กล่าวว่า สงครามไซเบอร์แตกต่างจากสงครามแบบดั้งเดิม เพราะไม่จำเป็นต้องมีกองกำลังข้ามพรมแดน การโจมตีที่ประสานงานจากระยะไกลสามารถสร้างความเสียหายได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ตั้งแต่การขโมยข้อมูลสำคัญ การทำให้ระบบสาธารณูปโภคหยุดทำงาน ไปจนถึงการทำให้ห่วงโซ่อุปทานและบริการดิจิทัลหยุดชะงัก

เมื่อองค์กรเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และเชื่อมต่อระบบสำคัญเข้ากับอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เส้นแบ่งระหว่างความมั่นคงของประเทศกับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กรจึงเลือนรางลง ความเสียหายจากการโจมตีไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระบบไอที แต่สามารถลุกลามไปถึงการดำเนินธุรกิจ การเงิน และความเชื่อมั่นของลูกค้า

ภัยไซเบอร์ทวีความรุนแรง กลุ่มแฮกเกอร์รัฐ และอาชญากรรมหลอมรวมยุทธวิธี

รายงาน Threat Landscape ปี 2025 ของหน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งสหภาพยุโรป (ENISA) ชี้ว่า ภูมิทัศน์ภัยคุกคามไซเบอร์ทั่วโลกถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มผู้โจมตีที่เชื่อมโยงกับรัฐและกลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์ที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ โดยเครื่องมือ ยุทธวิธี และเป้าหมายของทั้งสองกลุ่มมีแนวโน้มหลอมรวมกันมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ภาคส่วนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างพลังงาน การขนส่ง การเงิน และโทรคมนาคม กลายเป็นเป้าหมายหลัก เนื่องจากการหยุดชะงักของบริการเหล่านี้สามารถสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

โดยข้อมูลจาก World Economic Forum (WEF) ในรายงาน Global Cybersecurity Outlook 2026 สะท้อนความท้าทายดังกล่าว โดยพบว่า 64% ขององค์กรนำภัยคุกคามไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนโดยปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์มาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ความมั่นคงปลอดภัย ขณะที่ 23% ของหน่วยงานภาครัฐยอมรับว่ายังมีขีดความสามารถด้านความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ไม่เพียงพอ

ManageEngine

ทำไมองค์กรจึงกลายเป็นเป้าหมายโดยตรงของสงครามไซเบอร์?

องค์กรในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากความขัดแย้งอีกต่อไป แต่กลายเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากเป็นผู้ดูแลแพลตฟอร์มคลาวด์ บริการดิจิทัล ระบบสื่อสาร และห่วงโซ่อุปทานที่เป็นหัวใจของเศรษฐกิจยุคใหม่

เหตุการณ์โจมตีศูนย์ข้อมูลคลาวด์เชิงพาณิชย์ในตะวันออกกลางด้วยโดรนในช่วงต้นปี 2569 เป็นตัวอย่างที่สะท้อนความเสี่ยงรูปแบบใหม่ เมื่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไม่ได้เผชิญเพียงการโจมตีผ่านเครือข่าย แต่ยังอาจตกเป็นเป้าหมายทางกายภาพโดยตรง ส่งผลให้บริการดิจิทัลที่พึ่งพาระบบดังกล่าวหยุดชะงัก และกระทบต่อธุรกิจในวงกว้าง

อีกหนึ่งช่องทางที่ผู้โจมตีใช้ขยายผลกระทบคือ Supply Chain Attack หรือการโจมตีผ่านห่วงโซ่อุปทาน โดยอาศัยความเชื่อถือที่องค์กรมีต่อผู้ให้บริการหรือซอฟต์แวร์ที่ใช้งานร่วมกัน เหตุการณ์ Sunburst เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อผู้โจมตีแทรกซึมเข้าไปในแพลตฟอร์มที่ได้รับความไว้วางใจ ก็สามารถใช้ช่องทางดังกล่าวขยายการโจมตีไปยังองค์กรปลายทางจำนวนมากได้

ขณะที่ มัลแวร์เชิงทำลาย (Disruptive Malware) และมัลแวร์ประเภทลบข้อมูล (Wiper Malware) ยังเป็นภัยที่สร้างความเสียหายรุนแรง ตัวอย่างจาก NotPetya แสดงให้เห็นว่าการโจมตีระบบเพียงจุดเริ่มต้นสามารถลุกลามไปกระทบภาคการขนส่ง การผลิต และการค้าทั่วโลก จนห่วงโซ่อุปทานสำคัญหยุดชะงัก

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงให้กับองค์กรคือการพึ่งพาระบบ และแพลตฟอร์มร่วมกัน การใช้งานระบบเดิม (Legacy Systems) และการมองเห็นภาพรวมของโครงสร้างไอทีที่ยังไม่ทั่วถึง ทำให้ผู้โจมตีสามารถเคลื่อนที่ภายในระบบ ขยายขอบเขตความเสียหาย และสร้างผลกระทบต่อการดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว

ManageEngine

5 แนวทางยกระดับ CyberSecurity รับมือความขัดแย้งดิจิทัล

แมเนจเอนจิ้น แนะนำให้องค์กรทบทวนแนวทางความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยไม่ควรมองเป็นเพียงหน้าที่ของฝ่ายไอที แต่ต้องผนวกเข้ากับการบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์ทางธุรกิจในระดับองค์กร ผ่าน 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่

  1. ใช้แนวทางความปลอดภัยแบบอิงความเสี่ยง (Risk-Based Security) : จัดลำดับความสำคัญในการป้องกันให้สอดคล้องกับสินทรัพย์สำคัญของธุรกิจ และรูปแบบภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลง โดยมุ่งปกป้องระบบที่หากเกิดความเสียหายแล้วจะส่งผลกระทบสูงสุดต่อองค์กร
  2. ยกระดับความมั่นคงปลอดภัยสู่ระดับผู้บริหาร : กำหนดให้ Cybersecurity เป็นวาระเชิงกลยุทธ์ มีกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน ระบุความรับผิดชอบของผู้บริหาร และติดตามสถานะความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้เป็นภาระของฝ่ายไอทีเพียงฝ่ายเดียว
  3. เสริมความแข็งแกร่งด้าน Identity และ Endpoint : ใช้หลักการให้สิทธิ์เท่าที่จำเป็น (Least Privilege) ควบคู่กับการยืนยันตัวตนที่รัดกุม ปกป้องอุปกรณ์ปลายทาง และเฝ้าระวังระบบอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้ข้อมูลบันทึกภัยคุกคาม (Threat Logs) เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจจับ และตอบสนองต่อเหตุการณ์
  4. สร้างวัฒนธรรม Security-First ทั่วทั้งองค์กร : จัดอบรม และสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้พนักงานทุกคนเข้าใจความเสี่ยง และมีส่วนร่วมในการป้องกันภัยไซเบอร์ โดยมองพนักงานเป็นด่านป้องกันด่านแรกขององค์กร
  5. ทดสอบระบบ และเตรียมแผนรับมือเหตุการณ์ : ทดสอบประสิทธิภาพระบบป้องกันอย่างต่อเนื่อง จัดทำและทบทวนแผนรับมือเหตุการณ์ (Incident Response) ให้พร้อมใช้งาน รวมถึงวางแผนฟื้นฟูระบบอย่างรวดเร็ว เพื่อลดผลกระทบจากการหยุดชะงักของบริการ และการดำเนินธุรกิจ

ManageEngine

Cyber Resilience ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความอยู่รอดของธุรกิจ

สงครามไซเบอร์ไม่ใช่ภัยคุกคามเชิงทฤษฎีที่อยู่ห่างไกลอีกต่อไป แต่เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง องค์กรจึงต้องเปลี่ยนมุมมองจากการป้องกันการโจมตีเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างความสามารถในการคาดการณ์ ตรวจจับ รับมือ และฟื้นตัวจากเหตุการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในโลกที่การโจมตีเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ไร้พรมแดน และอาจมีแรงจูงใจทางภูมิรัฐศาสตร์ การเตรียมพร้อมจึงเป็นทั้งเกราะป้องกันและความได้เปรียบทางธุรกิจ องค์กรที่ผนวกความมั่นคงปลอดภัยเข้ากับกลยุทธ์หลัก พร้อมสร้างวัฒนธรรมความระมัดระวังทั่วทั้งองค์กร ย่อมมีโอกาสรับมือกับความผันผวนและรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจได้ดีกว่า

ท้ายที่สุด คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าองค์กรจะได้รับผลกระทบจากสงครามไซเบอร์หรือไม่ แต่คือ องค์กรพร้อมแค่ไหนเมื่อการโจมตีเกิดขึ้นจริง

ManageEngine

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) 
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A

สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th

ITDay