DES เดินหน้าวางแนวทางระงับการเผยแพร่ข้อมูลผิดกฎหมายในเน็ต ภายใน 24 ชม.

DES

ดีอีเอส (DES) ร่วมกับ กสทช. และ 35 หน่วยงานผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหาแนวทางแจ้งเตือน ระงับการเผยแพร่ข้อมูลผิดกฎหมาย ภายใน 24 ชั่วโมง…

highlight

  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม เชิญผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ จำนวน 35 ราย รับทราบ และชี้แจงประกาศกระทรวงดิจิทัลฯ เรื่อง ขั้นตอนการแจ้งเตือน การระงับการทำให้แพร่หลายของข้อมูลคอมพิวเตอร์ และการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2565 เพื่อระงับเนื้อหาข้อมูลเท็จ ความมั่นคง ลามกอนาจาร หลังรับแจ้งการกระทำผิด

DES ร่วมกับ กสทช. และ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เดินหน้าวางแนวทางระงับการเผยแพร่ข้อมูลผิดกฎหมายในเน็ต ภายใน 24 ชม.

DES
ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม หรือ ดีอีเอส (DES)

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม หรือ ดีอีเอส (DES) กล่าวว่า สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2565 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม

เรื่อง ขั้นตอนการแจ้งเตือน การระงับการทำให้แพร่หลายของข้อมูลคอมพิวเตอร์ และการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2565 ซึ่งมีการปรับปรุงรายละเอียดในด้านการกำกับดูแลดังต่อไปนี้

ปรับปรุงประกาศฉบับเดิม เมื่อปี 2560 ให้รองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในปัจจุบันเพื่อคุ้มครองประชาชนมากยิ่งขึ้น และสร้างหลักประกันแก่ผู้ให้บริการ/สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย

หากได้ปฏิบัติตามข้อร้องเรียนของประชาชนทั่วไป หรือผู้ใช้บริการ หรือตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประกาศอย่างถูกต้องครบถ้วน จะเข้าข้อยกเว้นความรับผิด (Safe Harbor) ของผู้ให้บริการ/สื่อสังคมออนไลน์ตามมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ

ขั้นตอนการปฏิบัติของผู้ให้บริการ/สื่อสังคมออนไลน์ คือ ต้องมีช่องทางเพื่อรับแจ้งเนื้อหาที่เป็นความผิด ทั้งข้อมูลเท็จ บิดเบือน ปลอมแปลง กระทบต่อความมั่นคง หรือลามกอนาจาร จากประชาชนทั่วไป หรือผู้ใช้บริการ โดยจัดทำแบบฟอร์มข้อเรื่องร้องเรียน (Complaint Form) และเมื่อได้รับแจ้งแล้ว

ให้ระงับหรือนำเนื้อหาที่ผิดกฎหมายออกจากระบบ หรือเมื่อได้รับคำสั่งให้ระงับหรือนำข้อมูลออกจากระบบจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ต้องระงับหรือนำข้อมูลฯ ออกจากระบบของตน ภายในระยะเวลาที่กำหนดซึ่งครอบคลุมตามลักษณะเนื้อหาของข้อมูลดังต่อไปนี้

  • เนื้อหาที่เป็นเท็จ บิดเบือน ปลอม ตามมาตรา 14 (1) ให้ระงับ หรือนำข้อมูลออก ทันที ไม่เกิน 7 วัน
  • เนื้อหาที่กระทบต่อความมั่นคง ตามมาตรา 14 (2) และ (3) ให้ระงับ นำข้อมูลออกทันที แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง
  • เนื้อหาที่มีลักษณะลามก ตามมาตรา 14 (4) ให้ระงับ นำข้อมูลออกทันที แต่ไม่เกิน 3 วัน สำหรับ กรณีภาพลามกอนาจารเด็ก ต้องระงับหรือนำข้อมูลออก ทันที แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง

DES

สำหรับประชาชนทั่วไป หรือผู้ใช้บริการต้องมีการร้องทุกข์กล่าวโทษ หรือต้องมีการลงบันทึกประจำวันไว้กับตำรวจก่อนดำเนินการแจ้งไปยังผู้ให้บริการ/สื่อสังคมออนไลน์

ทั้งนี้ ประกาศนี้มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (วันที่ 25 ธันวาคม 2565) เพื่อให้ผู้ให้บริการ/สื่อสังคมออนไลน์ เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตาม

“ประกาศฉบับนี้ ออกมาเพื่อเร่งระงับข้อมูลผิด กฎหมาย อย่างไรก็ตาม ขอเตือนว่า อย่าใช้ช่องทางนี้ ในการกลั่นแกล้งผู้อื่น หากดำเนินการ โดยเจตนาไม่สุจริต หรือเป็นเท็จ ผู้แจ้งอาจต้องรับผิดฐานแจ้งความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญาได้”

DES

ปัจจุบันการกระทำความผิดเนื่องจากการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ การฉ้อโกงผ่านระบบออนไลน์ รวมถึงการสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชนผ่านระบบคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เพื่อเป็นการป้องกันมิให้ประชาชนได้รับผลกระทบ ช่วยลดภาระของประชาชนหรือผู้เสียหาย และตกเป็นเหยื่อจากมิจฉาชีพ ดีอีเอส ได้ร่วมกับ 36 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย

  • คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
  • ผู้ให้บริการคลาวด์ในประเทศไทย จำนวน 11 ราย อาทิ บริษัท โทรคมนาคมห่งชาติ จำกัด (มหาชน) บริษัทอินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เป็นต้น
  • ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย อาทิ บริษัท เมต้า แพล็ตฟอร์ม ไอเอ็นซี บริษัท กูเกิล แอลแอลซี และ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น
  • ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต จำนวน 18 ราย อาทิ บริษัท สามารถอินโฟเนต จำกัด บริษัท จัสเทล เน็ทเวิร์ค จำกัด และบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด เป็นต้น

ทั้งนี้เพื่อหาแนวทางในการคุ้มครอง เยียวยาความเสียหายแก่ประชาชน และให้ประชาชนรู้เท่าทันการกระทำความผิดผ่านคอมพิวเตอร์ และสังคมออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึง ผู้ให้บริการหรือสื่อสังคมออนไลน์ต้องดำเนินการระงับการทำให้แพร่หลาย นำข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ผิดกฎหมายออกจากระบบคอมพิวเตอร์โดยทันที

แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินระยะเวลาสามวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง โดยการวางแนวทางในครั้งนี้ก็เพื่อลดปัญหาของความล่าช้าในอดีตที่ขั้นตอนในการดำเนินการจะใช้เวลานานกว่า 1 สัปดาห์ ซึ่งทำให้ล่าช้า ไม่ทันต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้น โดยการบังคับใช้คำสั่งนี้จะเริ่มบนเว็บเบราว์เซอร์ต่าง ๆ ที่เป็นช่องทางในการเข้าถึงข้อมูล

DES

ขณะที่ในส่วนของบนโซเชียลมีเดียในแฟลตฟอร์มต่าง ๆ อาทิ Tiktok, LINE, Twitter, IG ฯลฯ ยังอยู่ในระหว่างหาถึงแนวทางอยู่ เนื่องจากแฟลตฟอร์มต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นแฟลตฟอร์มจากต่างประเทศ จึงทำให้ต้องใช้เวลาในหารปรึกษากับผู้ให้บริการแฟลตฟอร์มเหล่านี้ เพราะจริง ๆ แล้วตัวกฎหมายนั้นในครอบคลุมโซเชียลมีเดียแฟลตฟอร์มต่าง ๆ ด้วย

แต่อย่างไรก็ ดีอีเอส เองก็มีความตั้งใจที่จะทำให้แฟลตฟอร์มเหล่านี้อยู่ในมาตรการเดียวกัน เพื่อป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาที่ผิดกฎหมายที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล, การหลอกลวงให้เสียทรัพย์ และบิดเบือนข้อมูลจนกระทบกับความมั่นคงของประเทศ

“ดีอีเอส ในฐานะกระทรวงฯ ที่ดูแลความมั่นคงปลอดภัยทางด้านดิจิทัลของประเทศไทย มีบทบาทสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยปรับตัวก้าวสู่โลกดิจิทัล เรามีความจำเป็นอย่างมากที่จะดูแลความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และสังคมออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยในการเข้าถึงระบบออนไลน์ และโลกดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุด” ชัยวุฒิ กล่าว

ทำงานร่วมกันเพื่อป้องกันให้ได้มากที่สุด

DES
ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม หรือ ดีอีเอส (DES)

ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม หรือ ดีอีเอส (DES) กล่าวว่า การวางแนวทางในครั้งนี้ทางกระทรวงดีอีเอส ได้ทำงานร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือ ตำรวจไซเบอร์ 

ซึ่งในส่วนของขั้นตอนในการดำเนินการนั้นผู้เสียหายเมื่อตรวจพบ ให้รวบรวมหลักฐาน และไปแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ และนำเรื่องมาแจ้งกับทางกระทรวงดีอีเอส หรือจะติดต่อผ่าน Call Center ของกระทรวง ที่เบอร์ 1212 ก็ได้ ซึ่งทางกระทรวงเองก็เตรียมความพร้อมของระบบเพื่อรองรับการติดต่อสื่อสารไว้แล้ว

ในส่วนการประกาศบังคบใช้แนวทางนี้ทางด้านผู้ให้บริการ จะต้องทำตามอย่างเคร่งครัด โดยเมื่อมีการตรวจสอบแล้วพบว่าผู้ที่ถูกร้องเรียนกระทำความผิดจริง ก็จะเเจ้งผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ดำเนินการทันที โดยทางกระทรวงดีอีเอสได้มีการกำหนดรบะเวลาในการดำเนินงานที่ชัดเจน

และแจ้งให้ ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ ทั้ง 35 ราย รับทราบแล้ว ขณะที่ในส่วนของผู้ที่ถูกร้องเรียนหากไม่เห็นด้วยก็สามาถทำเรื่องอุทธรณ์ได้ ซึ่งจริง ๆ ในประเด็นของการปิดกั้นข้อมูลที่บิดเบื้อน หรือเป็นเท็จนี้ ทางดีอีเอส ก็ทำมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว เพียงในครั้งนี้จะเป็นการชยายความร่วมมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น

DES

หากถามว่ากฎหมายนี้ครอบคลุมแฟลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ด้วยหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าตัวกฏหมายนั้นครอบคลุมอยู่แล้ว แต่ว่าเนื่องจากอย่างที่เราทราบกันดีว่า แฟลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ส่วนใหญ่มีฐานอยู่ต่างประเทศ ทำให้การดำเนินคดี หรือสั่งให้แฟลตฟอร์มนั้น ๆ ปฏิบัติตามกฎหมายจึงไม่ได้ง่าย

เพราะในช่วงที่ผ่านมาทาง ดีอีเอส เองก็พยายามร้องขอความร่วมมือจาก แฟลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ไปแล้วแต่ก็ยังได้รับความร่วมมือจาก แฟลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย น้อยอยู่ แม้กระทั่งทาง ดีอีเอส ได้ส่งคำสั่งศาลส่งไปแล้วทาง แฟลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ก็ไม่ได้ปิดให้เรา

วันนี้จึงเป้นเรื่องของการหาช่องทางว่าจะวางแนวทางปฏิบัติกับ แฟลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย อย่างไร เนื่องจากทาง แฟลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย บอกว่าเขามีเขาเรียกว่า Community Standard อยู่ อย่างไรก็ดียังมี แฟลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย บางรายที่พยายามการปิดโพสต์ หรือข้อความ ที่ทาง ดีอีเอส ร้องขอ แต่ก็ทำได้ระดับหนึ่งเท่านั้น

อีกเรื่องที่อยากชี้แจ้งคือ การร้องเรียน นี้จะครอบคลุม ใน 3 เรื่องคือ เนื้อหาที่เป็นเท็จ บิดเบือน ปลอม, เนื้อหาที่กระทบต่อความมั่นคง และ เนื้อหาที่มีลักษณะลามก แต่ไม่รวมถึงกรณการหมิ่นประมาทนะครับ 

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) 
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A

สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th