“หูฟัง” กับบทบาทที่เกินคาด ในกลยุทธ์ “1+8+N” พลิกเกมนวัตกรรมสู่การเชื่อมต่อรอบทิศทาง ของ หัวเว่ย (Huawei)….
“หูฟัง” กับบทบาทที่เกินคาดในกลยุทธ์พลิกเกมนวัตกรรมเชื่อมต่อ Huawei
เมื่อพูดถึงชื่อ “หัวเว่ย“ แน่นอนว่าต้องมีภาพของสมาร์ทโฟนตัวท็อป กล้องล้ำ ๆ ลอยมาในหัว แต่ในระยะหลัง เราได้เห็นการแตกแขนงผลิตภัณฑ์ออกมาแบบรอบทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นแล็ปท็อป สมาร์ทวอทช์ หรือแม้แต่แว่นตา แต่หนึ่งในตลาดที่หัวเว่ยเดินเกมรุกหนักที่สุดก็คือตลาดหูฟัง
ที่เรียกได้ว่าก้าวกระโดดจากการเป็นหน้าใหม่ในวงการ มาท้าชิงในแถวหน้ากับหูฟังไร้สายที่มีฟีเจอร์ครบครันรอบด้านหลายรุ่น การขยับตัวอย่างรวดเร็วมารุกตลาดใกล้เคียงแบบนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร? แล้วหูฟังของหัวเว่ยมีดีอย่างไรถึงติดตลาดได้อย่างรวดเร็ว? เราลองไปตอบคำถามนี้กัน
นวัตกรรมที่สัมผัสทุกโมเมนต์ดี ๆ ในชีวิต กับกลยุทธ์ “1+8+N“

กลยุทธ์ 1+8+N เป็นหัวใจหลักที่ขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ย ภายใต้จุดมุ่งหมายในการผสานสมาร์ทดีไวซ์รอบตัวเราทุกประเภทให้ทำงานร่วมกันได้ในหลากหลายสถานการณ์ จนเรียกว่าผสานให้เทคโนโลยีเข้าถึงได้แทบทุกประสาทสัมผัส
ด้วยจอขนาดเล็ก-ใหญ่ที่ไล่ไปตั้งแต่หน้าปัดสมาร์ทวอทช์ หน้าจอสมาร์ทโฟน ไปจนถึงแท็บเล็ต แล็ปท็อป หรือแม้แต่ทีวี และยาวไปจนถึงนวัตกรรมเพื่ออนาคตอย่างระบบขับขี่อัตโนมัติสำหรับรถยนต์ มาไกลขนาดนี้แล้ว แน่นอนว่าจะให้มองข้ามอุปกรณ์เสริมมาตรฐานสำหรับสมาร์ทโฟนอย่างหูฟังก็คงจะไม่ได้
นี่จึงเป็นที่มาของหูฟังในตระกูล FreeBuds ซึ่งเปิดตัวออกสู่ตลาดครั้งแรกเมื่อปี 2018 ในรูปของหูฟังไร้สายหรือ TWS ที่กลายเป็นของที่ต้องมีไปแล้วในยุคนี้ แถมยังออกตัวแรงแบบไม่ต้องรอลองของด้วยฟีเจอร์ครบครัน ทั้งการควบคุมแบบสัมผัส รองรับระบบสั่งการด้วยเสียง กันน้ำ และระบบไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนสำหรับการคุยโทรศัพท์
ตลอด 2 ปี นับจากนั้นมา หัวเว่ยยังคงเร่งเครื่องพัฒนาหูฟังที่โดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในด้านของคุณสมบัติรอบด้าน คุณภาพเสียง หรือแม้แต่ดีไซน์เฉพาะตัว อย่างที่เห็นได้ในหู TWS ตัวท็อปอย่าง หัวเว่ย FreeBuds Pro ที่นอกจากจะเสียงดีแบบครบทุกมิติแล้ว
ยังมีระบบตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation หรือ ANC ที่เก่งไม่แพ้ค่ายหูฟังที่ปักหลักในตลาดมายาวนานกว่า แถมยังมาในทรงหูไร้สายแบบก้านเหลี่ยมที่ไม่เหมือนใครอีกด้วย
คิดใหม่ ทำใหม่ ให้เสียงใสทุกท่วงทำนอง

หลังจากที่เห็นว่าหูฟังไร้สายหลายรุ่นต้องเจอปัญหาด้านการเชื่อมต่อในแบบที่หูแบบมีสายไม่ต้องกังวล หัวเว่ยได้ไปทำการบ้านมาเป็นอย่างดีกับ หัวเว่ย FreeBuds Pro ซึ่งเป็นหูฟัง TWS รุ่นแรกของโลกที่มาพร้อมกับเสาอากาศบลูทูธในตัวถึงสองเสา
โดยเข้ามาเสริมประสิทธิภาพระหว่างกันให้การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์ต้นทางเสียงอื่นๆ เป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด ฟังได้นิ่ง ไม่มีสะดุด ด้านระบบ ANC ที่เป็นไฮไลต์สำคัญอย่างหนึ่งในการเลือกซื้อหูฟังยุคนี้ หัวเว่ย FreeBuds Pro ก็จัดมาเต็มที่ โดยสามารถลดเสียงรบกวนลงได้สูงสุดถึง 40 เดซิเบล
แถมยังใช้งานได้แบบไม่ต้องกังวลว่าจะต้องรีบถอดหูฟังออกเมื่อมีใครมาคุยด้วย เพราะแค่กดปลายนิ้วแช่ไปที่ก้านหูฟังสักครู่ ก็จะเข้าสู่โหมดการรับรู้ที่ปล่อยให้เสียงรอบข้างผ่านเข้ามาได้อีกครั้ง หรือแม้แต่เลือกจับเฉพาะเสียงพูดของคนใกลัตัวโดยเฉพาะ
โดยที่ยังลดเสียงรบกวนให้ไม่ขัดขวางการฟังได้เหมือนเดิม ส่วนคุณภาพเสียงระหว่างคุยโทรศัพท์ก็ถือว่างานละเอียดไม่แพ้กัน ด้วยระบบกรองเสียงที่ใช้ไมโครโฟนถึงสามตัว พร้อมเซ็นเซอร์สัมผัสการสั่นสะเทือนของกระดูกในรูหู เพื่อให้ส่งทุกคำพูดไปสู่ปลายสายได้ชัดเจนกว่าใคร
นอกจากนี้ หัวเว่ย FreeBuds Pro ยังมอบความสะดวกสบายหายห่วงด้วยการเชื่อมต่อที่ง่ายดาย เพียงแค่เปิดเคสใกล้ๆ สมาร์ทโฟนหัวเว่ย ก็จะมีการแจ้งเตือนให้เชื่อมต่อขึ้นมาทันทีโดยไม่ต้องเข้าไปหาเมนูที่ไหน แถมยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่น ๆ ได้พร้อมกันทีละสองเครื่อง จึงคล่องตัวกว่าใครสำหรับคอแก็ดเจ็ตที่อาจจะหิ้วมา
ทั้งมือถือและแท็บเล็ตหรือแล็ปท็อป หรือแม้กระทั่งการสวมใส่หูฟังก็ยังมีตัวช่วยที่ฉลาดกว่า แค่มีแอป หัวเว่ย AI Life ติดเครื่องไว้ หัวเว่ย FreeBuds Pro ก็สามารถทดสอบแบบง่าย ๆ ได้ว่าจุกยางขนาดที่เลือกใช้ฟิตพอดีกับหูหรือไม่ เพื่อให้ได้สัมผัสประสบการณ์เสียงที่คมชัดและทรงพลังที่สุด
ความหลากหลายที่ตอบทุกโจทย์ พร้อมกระจายฟังก์ชันอัจฉริยะให้ ทั่วถึง

ในเมื่อเป้าหมายของกลยุทธ์ 1+8+N คือการเชื่อมต่อทุกจังหวะของชีวิตเข้าด้วยกันด้วยนวัตกรรมอัจฉริยะ ประสบการณ์เสียงชั้นยอดนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่หูฟัง TWS เท่านั้น แต่ยังกระจายตัวไปยังผลิตภัณฑ์กลุ่มหูฟังอีกหลายรูปแบบของหัวเว่ย
อย่างเช่น หัวเว่ย FreeLace Pro หูฟังแบบคล้องคอที่มาพร้อมกับระบบตัดเสียงรบกวนที่ได้ผลในระดับเดียวกับหู TWS ตัวท็อปอย่าง หัวเว่ย FreeBuds Pro ส่วนระบบเสาอากาศบลูทูธคู่ก็ยังมีอยู่ในหูฟังฟูลไซส์ หัวเว่ย FreeBuds Studio ที่มอบประสบการณ์เสียงระดับไฮไฟให้ได้ฟังกันเต็มอิ่ม
ส่วนความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อและสัญญาณเสียงที่นิ่งแบบไว้ใจได้ในแทบทุกสถานการณ์ ก็เกิดขึ้นได้เพราะชิป Kirin A1 ซึ่งติดตั้งมากับหูฟังในตระกูล FreeBuds รุ่นปัจจุบันทุกตัว รวมถึงรุ่นรองอย่าง หัวเว่ย FreeBuds 3 และ หัวเว่ย FreeBuds 3i
หรือแม้แต่หูฟังแบบครอบตัวท็อปอย่าง หัวเว่ย FreeBuds Studio และแว่นอัจฉริยะที่มีระบบเสียงในตัว หัวเว่ย x Gentle Monster Eyewear II โดยชิปจิ๋วแต่แจ๋วตัวนี้รองรับการเชื่อมต่อบลูทูธได้สูงสุดถึงเวอร์ชั่น 5.2 ซึ่งใหม่กว่าหูฟังคู่แข่งหลายๆ รุ่น และยังสามารถรับสัญญาณเสียงแบบไร้สายได้
โดยแยกสัญญาณระหว่างหูฟังข้างซ้ายและขวา ซึ่งจะช่วยลดอาการดีเลย์ที่หูฟังไร้สายบางค่ายต้องเจอจนเกิดเหตุปากไม่ตรงกับเสียงขณะดูวิดีโอ มาถึงตรงนี้แล้ว เชื่อได้เลยว่าหัวเว่ยเอาจริงเต็มที่กับตลาดหูฟัง ด้วยผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น หลากหลาย และแตกต่างจากคู่แข่งหลายค่าย
แถมยังทำงานร่วมกับสมาร์ทดีไวซ์ต่าง ๆ ได้ลงตัวกว่าใคร จนต้องหันมาจับตามองแบบไม่กะพริบว่าก้าวต่อไปของหัวเว่ยในวงการออดิโอจะต่อยอดความสำเร็จในระยะแรกนี้ไปไกลขนาดไหน
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสารและบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























