Hutchison Ports ล้ำเดินหน้าพัฒนาการขนส่งทางเรือสู่การเป็น “ท่าเทียบเรือขนส่งอัจฉริยะ”

Hutchison Ports

ฮัชิสัน พอร์ท ไทยแลนด์ (Hutchison Ports Thailand) ล้ำเดินหน้าพัฒนาการขนส่งทางเรือสู่ “ท่าเทียบเรืออัจฉริยะ” ด้วยรถหัวลากพลังงานไฟฟ้า และเครนยกตู้คอนเทนเนอร์ ไร้คนขับ…

Hutchison Ports ล้ำเดินหน้าพัฒนาการขนส่งทางเรือสู่การเป็น “ท่าเทียบเรือขนส่งอัจฉริยะ

บริษัท ฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย (HPT) ผู้นำในการดำเนินธุรกิจให้บริการท่าเทียบเรือขนถ่ายตู้บรรจุสินค้า ขานรับนโยบายของกลุ่มบริษัทฮัทชิสัน พอร์ท เพื่อบรรลุภารกิจในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 11% ภายในปี 2573 ด้วยการนำเทคโนโลยีอันทันสมัยเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระบบปฏิบัติงาน

ได้แก่ รถบรรทุกขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติ (autonomous truck) ปั้นจั่นยกตู้สินค้าหน้าท่าควบคุมจากระยะไกล (remoted control super post panamax ship to shore cranes) และปั้นจั่นยกตู้สินค้าในลานแบบล้อยาง (remote-control rubber tyred yard cranes) ณ ท่าเทียบเรือชุดดี ของ HPT ที่ท่าเรือแหลมฉบัง

Hutchison Ports

ทั้งนี้ ขณะที่ ฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย เดินหน้าตามแผนการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมตามแนวทางด้านความยั่งยืน บริษัทฯ ยังเดินหน้าในการปรับระบบการทำงานที่ตอบรับกับความเปลี่ยนแปลง มีการเชื่อมโยงกับความต้องการของผู้รับบริการ และนำเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในด้านการขนส่งมาใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพ

ให้รองรับในด้านบริการที่ครอบคลุมเรือสินค้าไม่ว่าขนาดใด ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นไปเพื่อเป้าหมายของการส่งเสริมเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี (Eastern Economic Corridor: EEC) รวมถึงการสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอีกด้วย

โดยในปี 2564 มูลค่าการนำเข้าของประเทศไทยเพิ่มขึ้น 29.8% ด้วยมูลค่ารวมที่ 267.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การส่งออกเพิ่มขึ้น 17.1% ด้วยมูลค่ารวมที่ 271.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ

Hutchison Ports

การริเริ่มด้านการพัฒนาของ HPT นี้ดำเนินไปเพื่อตอกย้ำถึงแนวทางการพัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืนของบริษัทและประเทศไทย โดยมุ่งเน้นในสามเรื่อง คือ

  • สภาพแวดล้อม : เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน ฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย ให้คำมั่นที่จะลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและขยะจากการปฏิบัติงานในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นไปตามพันธกิจหลักของกลุ่มบริษัทฮัทชิสัน พอร์ท ที่มุ่งในการลดการใช้พลังงานดีเซลต่อ TEU ลง 1% ต่อปีจนถึงปี 2566 ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 11% ภายในปี 2573 และเพื่อให้แผนงานดังกล่าวสำเร็จลุล่วง บริษัทฯ มีการนำรถบรรทุกระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ปั่นจั่นยกตู้สินค้าหน้าท่าควบคุมระยะไกล ระบบ 5G สำหรับอุปกรณ์ควบคุมระยะไกล รวมถึงการใช้ปั้นจั่นยกตู้สินค้าในลานควบคุมจากระยะไกล และเปลี่ยนไปใช้ช่องทางผ่านเข้าออกท่าเทียบเรือแบบอัตโนมัติ  อีกทั้งการใช้ระบบดิจิทัล และยกเลิกเอกสารกระดาษอย่างบริการผู้ช่วยออนไลน์ และการนัดหมายรับส่งตู้สินค้า มีการสร้างเครื่องใช้ต่าง ๆ จากสิ่งของเหลือใช้ ซึ่งเป็นดั่งคำมั่นสัญญาที่บริษัทฯ ให้ไว้ว่าจะก้าวสู่การเป็นธุรกิจสีเขียวเป็นมิตรกับโลก และสิ่งแวดล้อม

Hutchison Ports

  • บุคคลากร : แผนการพัฒนาด้านบุคลากรที่ประกอบไปด้วยโปรแกรมเสริมสร้างสุขภาพร่างกาย และจิตใจเพื่อสนับสนุนให้พนักงานของบริษัทก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้อย่างเหมาะสม การพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชนเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้น ๆ ของบริษัท ซึ่งทำให้ HPT ได้สร้างสัมพันธ์กับชุมชนรอบ ๆ รวมทั้งได้ริเริ่มดำเนินงานโครงการต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนร่วมกับโรงเรียน มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาล
  • ธุรกิจ : การสร้างความแข่งแกร่งด้านบรรษัทภิบาล โดย HPT จะเพิ่มการประเมินผลซัพพลายเออร์ในขั้นตอนการคัดเลือกผู้รับเหมาที่จะมารับงานจากบริษัทที่เป็นไปตามเกณฑ์ด้านความยั่งยืน อันจะเป็นการสร้างความมั่นใจยิ่งขึ้นว่าทุก ๆ ขั้นตอนในการดำเนินการมีความโปร่งใส และทำให้ทั้งซัพพลายเออร์และลูกค้ามีความมั่นใจในมาตรฐานด้านกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนของ HPT 
Hutchison Ports
มร. สตีเฟ้นท์ อาร์ชเวิรท กรรมการผู้จัดการ ฮัทชิสัน พอร์ท ประจำประเทศไทย และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

มร. สตีเฟ้นท์ อาร์ชเวิรท กรรมการผู้จัดการ ฮัทชิสัน พอร์ท ประจำประเทศไทย และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า การพัฒนาเพื่อความยั่งยืน และการเติบโตของธุรกิจจะต้องทำควบคู่กันไป นับเป็นสิ่งสำคัญที่การพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ จะช่วยสร้างคุณค่าให้กับการดำเนินธุรกิจของเรา

ขณะเดียวกันยังเป็นการลดการเกิดคาร์บอนฟุตพริ้นท์อีกด้วย การพัฒนาเพื่อความยั่งยืนถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อพันธกิจของพวกเราที่จำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนหลายสิ่งหลายอย่างในวิธีการทำงานของเรา และผมเองก็รู้สึกยินดีกับความคืบหน้าต่าง ๆ ที่ได้ทำให้บังเกิดขึ้นมา

Hutchison Ports

บริษัทของเรามีการตั้งเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับท่าเรือทุกแห่งในเครือทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง และผมมั่นใจว่าเราสามารถบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ได้ ไปพร้อม ๆ กับที่เราเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในแผนระยะยาว

ปัจจุบันท่าเทียบเรือชุดดี ของ HPT กำลังเข้าสู่การก่อสร้างส่วนที่เหลือซึ่งเมื่อแล้วเสร็จจะสามารถรองรับปริมาณตู้สินค้าได้ถึง 3.5 ล้าน TEU โดยท่าเทียบเรือชุดดี จะได้รับการติดตั้งปั้นจั่นยกตู้สินค้าหน้าท่าควบคุมระยะไกล (super post panamax ship to shore cranes ) จำนวน 17 คัน

และปั้นจั่นยกตู้สินค้าในลานแบบล้อยางจำนวน 43 คัน ที่เป็นระบบไฟฟ้าควบคุมจากระยะไกลทั้งหมด และเป็นท่าเทียบเรือแห่งแรกในโลกที่นำรถบรรทุกขับเคลื่อนอัตโนมัติมาใช้งานร่วมกับรถบรรทุกแบบธรรมดา

Hutchison Ports

โดย ท่าเรือแหลมฉบัง คือท่าเรือหลักของประเทศไทย และยังเป็นด่านสำคัญของการนำเข้า-ส่งออกของประเทศ  ในปี 2564 ท่าเรือแหลมฉบังรองรับปริมาณตู้สินค้ารวม 8.5 ล้าน TEU ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.9 ล้าน TEU จากปี 2563 โดยส่วนแบ่งทางการตลาดของ HPT ณ ท่าเรือแหลมฉบังคิดเป็น 40% ในปี 2564

มีเรือบรรทุกตู้สินค้ากว่า 1,000 ลำ ในจำนวนนี้ได้รวมถึงเรือบรรทุกตู้สินค้าขนาดใหญ่ที่สุดอีกหลายลำที่ยังปฏิบัติการอยู่ในขณะนี้มาใช้บริการที่ท่าเทียบเรือต่าง ๆ ของ HPT อีกด้วย

ยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งทางเรือ และเพิ่มความปลอดภัยในการดำเนินงาน

Hutchison Ports
มร. สตีเฟ้นท์ อาร์ชเวิรท กรรมการผู้จัดการ ฮัทชิสัน พอร์ท ประจำประเทศไทย และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ขวา) และ อาณัติ มัชฌิมา ประธานบริหารงานทั่วไป ฮัทชิสัน พอร์ท ประจำประเทศไทย (ซ้าย)

อาณัติ มัชฌิมา ประธานบริหารงานทั่วไป ฮัทชิสัน พอร์ท ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การลงทุนพัฒนาระบบ รถบรรทุกขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติ หรือรถหัวลากอัตโนมัติ (autonomous truck) ปั้นจั่นยกตู้สินค้าหน้าท่าควบคุมจากระยะไกล (remoted control super post panamax ship to shore cranes) และปั้นจั่นยกตู้สินค้าในลานแบบล้อยาง (remote-control rubber tyred yard cranes) ณ ท่าเทียบเรือชุดดี ของ HPT ในครั้งนี้

นอกเหนือจากจะเป็นการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมแล้วยังเป็นการสะท้อนถึงแนวทางในการดำเนินธุรกิจของ HPT ที่ต้องการจะยกระดับกระบวนการทำงานภายในท่าเทียบเรือขนส่งสินค้าของ HPT ให้มีความปลอดภัย และมีความทันสมัยมากขึ้น โดยใช้ระบบอัตโนมัติที่สามารถกำหนดเส้นทางการวิ่งของ รถหัวลากอัตโนมัติ

และปั้นจั่นยกตู้สินค้า จากระยะไกลทำให้สามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุลงได้อย่างมาก เพราะตัว รถหัวลากอัตโนมัติ มีเซ็นเซอร์มีการเฝ้าระวัง เมื่อมีวัตถุ หรือบุคคากรอยู่ในเส้นทางการวิ่ง ตัวรถก็จะทำการหยุดโดยในทันที เพื่อรอให้มีการเคลื่อนย้าย สิ่งกีดขวางออกไป อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขนย้ายได้อย่างแม่นยำ

มากขึ้น และยังส่งผลทำให้ HPT สามารถนำพัฒนาบุคลากรของ HPT ไปทำงานนส่วนอื่น ๆ ได้ ด้านการสั่งงานปัจจุบัน รถหัวลากอัตโนมัติ และปั้นจั่นยกตู้สินค้า ทำงานอยู่บนเทคโนโลยีโครงข่ายสัญญาณ 4G และ Fiber Obtic โดยมีเทคโนโลยี Wifi เป็น Backup นอกจากนี้ยังสามารถสั่งงานได้ผ่านรีโมทควบคุม และยังใช้พลังงานไฟฟ้าทำให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

Hutchison Ports

เพื่อป้องกันความผิดพลาดหากเกิดเหตุระบบสัญญาณขัดข้อง โดยในปัจจุบัน HPT ได้ร่วมมือกับทาง AIS เพื่อยกระดับความเร็วในการสั่งงานให้ไปอยู่บนดครงข่าย 5G ที่มีความหน่วยต่ำซึ่งจะช่วยให้เกิดความแม่นยำในการสั่งงานมากขึ้น โดยอนาคต HPT เตรียมที่จะเพิ่ม รถหัวลากอัตโนมัติ และปั้นจั่นยกตู้สินค้า อีก 9 คัน

เพื่อใช้งานในส่วนต่อขยายที่เตรียมจะสร้างในโซน D2 และ D3 นอกเหนือจากที่ใช้ในโซน D1 ในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จก็จะทำให้เรามี รถหัวลากอัตโนมัติ และปั้นจั่นยกตู้สินค้า ถึง 15 คัน นอกจากนี้การลงทุนในครั้งนี้ยังถือเป็นการลงทุนระบบอัจริยะที่ให้กับธุรกิจขนส่งท่าเทียบเรือเป็นแห่งแรกในภูมิภาคนี้ และจะเป็นต้นแบบให้ผู้ให้บริการรายอื่น นำไปปรับปรุงบริการของต้นได้ ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งทางเรือได้อย่างมหาศาล

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) 
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A

สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th