ทรู คอร์ปอเรชั่น (True Corp) ลุยเสริมทัพโครงข่ายภาคเหนือ มั่นใจสื่อสารไม่ล่มท่ามกลางวิกฤตไฟป่า-PM2.5 ตลอด 24 ชม. …
highlight
- ทรู คอร์ปอเรชั่น (True Corp) ประกาศยกระดับการดูแลโครงข่ายโทรคมนาคมในพื้นที่ภาคเหนือ ระดมทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเสริมความแกร่งทั้งสัญญาณมือถือ และอินเทอร์เน็ตบ้าน เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ไฟป่าและวิกฤตฝุ่น PM2.5 ปี 2569 มุ่งเน้นการเฝ้าระวังสถานีฐาน และการเชื่อมต่อในพื้นที่เสี่ยงเพื่อให้ประชาชนสื่อสารได้อย่างต่อเนื่องในยามฉุกเฉิน พร้อมแผนเผชิญเหตุเพื่อความมั่นคงของโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง
True Corp เสริมแกร่งโครงข่ายภาคเหนือ! ระดมทีมเฝ้าระวังมือถือ–เน็ตบ้าน สู้ศึกไฟป่า และ PM 2.5

ท่ามกลางสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ที่ยังคงรุนแรงต่อเนื่องในภาคเหนือ ซึ่งไม่เพียงกระทบสุขภาพ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารในพื้นที่ด้วย ทรู คอร์ปอเรชั่น เร่งยกระดับมาตรฐานโครงข่ายมือถือ และเน็ตบ้านไฟเบอร์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน
โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เพื่อให้การสื่อสารยังคงทำงานได้อย่างต่อเนื่องในทุกสถานการณ์วิกฤต ทั้งเสริมเส้นทางไฟเบอร์ออฟติก ติดตั้งเพิ่มระบบไมโครเวฟสำหรับเชื่อมต่อฉุกเฉิน พร้อมยกระดับการจัดการความร้อน และฝุ่น PM2.5 ในสถานีฐาน รวมถึงการเพิ่มพลังงานสำรองพิเศษ
เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ไฟป่า พร้อมย้ำทุกสถานการณ์ลูกค้า ทรู และดีแทค จะสามารถใช้บริการสื่อสารดิจิทัลได้อย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. (GISTDA) ช่วงวันที่ 1-10 เมษายน 2569 พบพื้นที่เผาไหม้ จ.เชียงใหม่ 319,192 ไร่ และ จ.แม่ฮ่องสอน 243,318 ไร่ สะท้อนความรุนแรงของวิกฤตไฟป่าในปีนี้อย่างชัดเจน
ในสถานการณ์เช่นนี้ โครงข่ายสื่อสาร 5G และ 4G ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อการใช้ชีวิต การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน โดยไฟป่า ความร้อน และความเสียหายทางกายภาพ ไม่ใช่แค่กระทบต่อสุขภาพประชาชนในพื้นที่
แต่ยังกระทบต่อสถานีฐาน อุปกรณ์ภาคสนาม สายไฟเบอร์ออฟติก และระบบไฟฟ้า หากไม่มีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า อาจส่งผลต่อการให้บริการในวงกว้างเมื่อเกิดไฟป่า

คูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์ไฟป่า และฝุ่น PM2.5 สะท้อนให้เห็นว่าโครงข่ายสื่อสารต้องมีความพร้อมสูงกว่าปกติในช่วงวิกฤต ทรูจึงให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังเชิงรุก การเตรียมความพร้อมในพื้นที่เสี่ยง และการบริหารโครงข่ายอย่างรัดกุม เพื่อให้ลูกค้ายังคงใช้งาน 5G และ 4G ได้อย่างต่อเนื่องด้วยประสิทธิภาพสูงในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด
จากสถานการณ์ดังกล่าว ทรู คอร์ปอเรชั่น ซึ่งได้รับการจัดอันดับเครือข่ายมือถืออันดับ 1 ต่อเนื่อง 10 ปี และ บรอดแบนด์ 6 ปี จาก nPerf จึงยกระดับมาตรฐานเชิงวิศวกรรมโครงข่ายในพื้นที่เสี่ยงไฟป่า โดยมุ่งเน้นทั้งด้านความทนทาน ความยืดหยุ่น และการสำรองพลังงาน เพื่อให้บริการ 5G และ 4G พร้อมใช้งานได้อย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงวิกฤต
สำหรับอุปกรณ์ประจำสถานีฐาน ทรู คอร์ปอเรชั่น ดำเนินการปรับสู่การใช้ตู้แบบปิดสนิท (sealed enclosure) และระบบระบายความร้อนแบบปิด เพื่อลดการสะสมของฝุ่น ควัน และมลพิษเข้าสู่อุปกรณ์ พร้อมควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม ลดความเสี่ยงจากความร้อน และการสะสมของฝุ่น PM2.5
ด้าน โครงข่ายไฟเบอร์ มีการออกแบบเส้นทางให้หลากหลาย (route diversity) และเลือกใช้วัสดุที่ทนความร้อน รังสี UV และสภาพอากาศแปรปรวน เพื่อป้องกันความเสียหายจากไฟป่า และสิ่งแวดล้อม เสริมความมั่นคงของโครงข่ายในระยะยาว

ทรู คอร์ปอเรชั่น เสริมมาตรการเชิงรุกเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายพื้นที่ภาคเหนือรองรับสถานการณ์ไฟป่า และ PM 2.5 ได้แก่
- ยกระดับเส้นทางไฟเบอร์ : ปรับปรุงเส้นทางสายไฟเบอร์ออฟติกหลักในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน และภาคเหนือตอนล่างครบ 100% เพื่อลดความเสี่ยงจากแนวสายระดับใกล้พื้นดิน ซึ่งมีโอกาสเสียหายรุนแรงเมื่อเกิดไฟป่า
- ติดตั้งระบบไมโครเวฟสำรอง : นำระบบไมโครเวฟส่งข้อมูลไร้สายแบบจุดต่อจุด (Point-to-Point) ระหว่างเสาสัญญาณมือถือ เป็นเส้นทางสำรองในพื้นที่วิกฤตไฟป่า เช่น แม่ฮ่องสอน และเชียงใหม่ เพื่อป้องกันเหตุโครงข่ายล่มทั้งจังหวัดหากไฟเบอร์ขาดหรือเสียหายจากไฟป่า
- ความร่วมมือกับ กฟผ. (EGAT) : สำหรับจุดเสี่ยงในพื้นที่ภาคเหนือต่างๆ เช่น จ. เชียงใหม่ วางแผนอัปเกรดเส้นทางไฟเบอร์สำรองบนเสาของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (EGAT) เพื่อเพิ่มเส้นทางสำรองเครือข่าย และความเสถียรในการให้บริการมือถือกรณีเกิดเหตุไฟป่า
- ออกแบบเส้นทางไฟเบอร์ใหม่ตามแนวรถไฟ (Rail link) : ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ เช่น แพร่ น่าน และลำปาง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยจากแนวไฟป่า
- ยกระดับแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) และการจัดการความร้อนในสถานีฐาน : เพิ่มความถี่ในการบำรุงรักษาเชิงป้องกันทุก 6 เดือน เปลี่ยนฟิลเตอร์ และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อน ลดการอุดตันการระบายอากาศในตู้สถานีฐาน
- กระจายโหลดอุปกรณ์ (Load Sharing) : เพิ่มตู้และย้ายอุปกรณ์ในจุดที่มีความร้อนสะสมสูง เพื่อลดความร้อนและการทำงานที่เสถียรตลอด 24 ชั่วโมง
- ติดตั้งแบตเตอรี่สำรองฉุกเฉิน : เพิ่มในสถานีฐานสำคัญ รองรับไฟฟ้าดับได้ 2-4 ชั่วโมงในสถานการณ์ฉุกเฉิน
- เพิ่มทีมช่าง : เพิ่มจำนวนทีมช่างเน็ตเวิร์กในพื้นที่เสี่ยงต่อไฟป่า และ PM2.5

ปัจจัยสำคัญของวิกฤตภาคเหนือ คือ “ควันไฟ” และฝุ่น PM2.5 ที่สามารถก่อให้เกิดการสะสมของเขม่า และการกัดกร่อนในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของสถานีฐาน ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นของการออกแบบระบบป้องกันฝุ่น และควบคุมอากาศในสถานีฐานอย่างเหมาะสมเพื่อให้บริการได้ต่อเนื่องด้วยประสิทธิภาพสูงสุด
ทรู คอร์ปอเรชั่น มุ่งติดตามสถานการณ์ไฟป่า และ PM 2.5 ภาคเหนืออย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินความเสี่ยงโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการสื่อสารในภาคเหนือ และลดผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน และเศรษฐกิจในพื้นที่
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























