เอไอเอส (AIS) ขนเทคโนโลนี 5G สู้ภัย COVID-19 ระลอก 3 เดินหน้า “เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อคนไทย” สอดประสานภาคสาธารณสุขไทย ฝ่าวิกฤต…
AIS 5G สู้ภัย COVID–19 ระลอก 3 เดินหน้า “เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อคนไทย“
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID–19 ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 มาจนถึงการระบาดระลอกใหม่ในช่วงเวลานี้ ภาคธุรกิจแขนงต่าง ๆ และประชาชนต่างได้รับผลกระทบอย่างมากต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้การทำงานของ เอไอเอส ในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม และผู้ให้บริการดิจิทัล
ไม่ได้มองเพียงแค่การเติบโตทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการ “เชื่อมต่อ“ ทุกสรรพกำลังทั้งภาคธุรกิจ พาร์ทเนอร์ และร่วมสนับสนุนภาคสาธารณสุขไทย ให้สามารถ “ช่วยเหลือ“ กับวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ “เพื่อคนไทย” ผ่านการนำศักยภาพขององค์กรที่มีทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น เน็ตเวิร์ค, นวัตกรรม, บุคลากร ให้เดินหน้าเข้าสู่ทุกพื้นที่การช่วยเหลือ และทุกสนามการแข่งขัน

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID–19 ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ที่ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องในระยะที่ 3 แน่นอนว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ส่งผลกระทบไปยังทุกภาคส่วน ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศยังน่ากังวล
ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะองค์กรใหญ่ที่พอมีกำลังจะต้องร่วมไม้ร่วมมือ ระดมสรรพกำลังสนับสนุนการรับมือวิกฤตการณ์ครั้งนี้ พร้อมๆกับสร้างความแข็งแกร่งให้องค์กรที่เล็กกว่า รวมถึงประชาชนให้สามารถรับมือและเดินหน้าต่อได้ ด้วยแนวคิด “เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อคนไทย“

ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของภาวะการระบาด เอไอเอส มีปณิธานแรงกล้าที่จะนำความแข็งแกร่งของการเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเข้ามาร่วมฟื้นฟูประเทศ เคียงข้างทุกภาคส่วน ผ่าน โครงการ เอไอเอส 5G สู้ภัย COVID–19 โดยเป็นภาคเอกชนกลุ่มแรกที่นำขุมพลังของ 5G เข้าสนับสนุนการทำงานของภาคสาธารณสุข
ทั้งการขยายเครือข่าย 5G, นวัตกรรมหุ่นยนต์ Robot for Care ที่สร้างวิถีใหม่ของ Social Distancing พร้อมเสริมศักยภาพ ช่วยแบ่งเบาภาระและช่วยลดความเสี่ยงของทีมแพทย์และพยาบาลที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ หรือแม้แต่การนำร่องกักตัววิถีใหม่บนเรือยอชต์ “Digital Yacht Quarantine“ ด้วย NB–IoT
และสายรัดข้อมืออัจฉริยะ พร้อมการอยู่เคียงข้างชาว อสม. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการระบาดให้อยู่ในวงจำกัด และสามารถช่วยให้ระบบสาธารณสุขของประเทศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นผ่านแอปพลิเคชั่น อสม.ออนไลน์

“จนกระทั่งภาวการณ์ระบาดช่วงแรกเริ่มลดลง เอไอเอส จึงเดินหน้าการร่วมฟื้นฟูประเทศ ด้วยการนำเทคโนโลยี 5G ที่มีคุณภาพดีที่สุดจากปริมาณคลื่นความถี่มากที่สุด พร้อมขีดความสามารถของบุคลากร เข้าไปทำงานนำร่องกับภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ
โดยเฉพาะในเขต EEC เพื่อยกระดับ และเตรียมพร้อมการแข่งขันได้อย่างแข็งแกร่งในโลกยุค COVID รวมถึงการส่งต่อ Digital Lifestyle ที่ช่วยให้คนไทยพร้อมรับชีวิตวิถีใหม่ในทุกแง่มุมผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลจาก เอไอเอส” สมชัย กล่าว

ผมมองว่า COVID–19 ระลอกแรก สอนให้เรารู้จัก เตรียมพร้อมกับทุกสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเตรียมพร้อมฝึกฝนขีดความสามารถใหม่ๆ, สร้างรูปแบบการทำงานในโลกปรกติใหม่ มีมุมมองแบบ Pro Active ส่งผลให้เราสามารถต่อสู้กับวิกฤตที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งในแง่การให้บริการลูกค้า และส่งมอบความช่วยเหลือ เคียงข้างคนไทย ดังกรณีวิกฤต COVID–19 ระลอก 2 ปลายปี 63 ที่ เอไอเอส เป็นผู้ให้บริการสื่อสารรายแรกที่สามารถลงพื้นที่ติดตั้งเครือข่ายสื่อสารสนับสนุนการทำงานของโรงพยาบาลสนามแห่งแรก ณ จ.สมุทรสาครได้สำเร็จ
รวมถึงความช่วยเหลือต่าง ๆ ที่สอนให้เราเข้าใจว่า เทคโนโลยีสื่อสารและดิจิทัลเซอร์วิส คือ หัวใจสำคัญต่อการทำงานของทีมแพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัวอยู่
ทำให้แม้วันนี้เราจะต้องเจอกับการระบาดครั้งใหญ่อีกครั้ง ชาว เอไอเอส ก็สามารถส่งต่อความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที เพราะผ่านกระบวนการทรานส์ฟอร์มทักษะ ทั้ง Hard Skill และ Soft Skill รับมือกับโลกยุค COVID ได้อย่างเต็มที่

ดังนั้นท่ามกลางการแพร่ระบาดระลอกที่ 3 ของ COVID–19 “เอไอเอส 5G สู้ภัย COVID–19“ จึงพร้อมจัดทัพทั้งองคาพยพอีกครั้งในการสนับสนุนการทำงานของภาคสาธารณสุขที่เป็นศูนย์กลางบริหารจัดการ การรับมือกับ COVID–19 แบบเต็มสรรพกำลัง เพื่อฟื้นฟูประเทศ ผ่านการทำงานด้วยเทคโนโลยีสื่อสารและดิจิทัลเซอร์วิส ใน 4 มิติ ดังนี้
- โรงพยาบาลสนาม ติดตั้งเครือข่าย เอไอเอส 5G, 4G, Free Wifi ในโรงพยาบาลสนามหลักกว่า 31 แห่ง มากกว่า 10,000 เตียง ทั่วประเทศ เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เช่น เชื่อมต่อระบบ CCTV เพื่อเฝ้าระวังผู้ป่วย, การส่งต่อข้อมูลการแพทย์ ตลอดจนให้ผู้ป่วยที่กักตัวสามารถสื่อสาร ติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวให้คลายความกังวล มีกำลังใจในการฟื้นฟูสุขภาพ
- การแพทย์ทางไกล หรือ Telemedicine เทคโนโลยีที่ช่วยลดภาระการทำงานของแพทย์และพยาบาล ในการติดต่อสื่อสาร กับผู้ป่วย ที่ช่วยลดการสัมผัส และลดความแออัด โดยเบื้องต้นได้ร่วมกับแอพพลิเคชั่น “Me -More” ให้บริการในโรงพยาบาลสนามในเครือกรุงเทพมหานคร
- 5G AI อัจฉริยะ เดินหน้าร่วมมือกับราชวิทยาลัย จุฬาภรณ์ และโรงพยาบาลเครือข่าย คือ โรงพยาบาลน่าน โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และ โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ โดยการนำ AI CT Scan ปอด เข้ามาให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยจะช่วยวิเคราะห์รูปภาพทางการแพทย์เชิงปริมาณจากการตรวจวินิจฉัยทางเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) ปอดของผู้ป่วย เพื่อวิเคราะห์ผู้ติดเชื้อ COVID-19 โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและโซลูชันปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) กับแพลตฟอร์มที่ได้รับการเทรนจากข้อมูลของผู้ป่วยจริงในประเทศจีน ซึ่งเป็นการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างแม่นยำ รวดเร็ว และ สามารถวิเคราะห์ผลได้ภายในเวลาเพียง 25 วินาทีต่อ 1 เคส ความแม่นยำสูงสุดในการวินิจฉัยสูงถึง 96% นับว่ามีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง โดยนวัตกรรมนี้จะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ได้รับความปลอดภัย ลดปริมาณการตรวจสารคัดหลั่ง ลดจำนวนชุดตรวจ COVID-19 ช่วยลดการใช้ PPE และแบ่งเบาภาระให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และช่วยให้บุคลากรหลายๆ ท่านสามารถกระจายตัวไปดูแลเคสผู้ป่วยได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น ที่สำคัญ เป็นการสร้างความเท่าเทียมในการได้รับโอกาสทางสาธารณสุข ผ่าน 5G ได้อย่างชัดเจน
- อสม. AIS ยังคงเสริมขีดความสามารถของ อสม. อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมี อสม.มากกว่า 5 แสนรายที่ใช้งาน แอพพลิเคชั่น อสม.ออนไลน์ ช่วยในการรายงาน การคัดกรอง เฝ้าระวัง รวมถึงติดตามผลในกลุ่มเสี่ยง รวมถึงสำรวจสุขภาพจิตจากความเครียดที่มาจากผลกระทบของ COVID-19 โดยเฉพาะในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ที่มีการเดินทางของกลับบ้านของคนเมือง ยิ่งจะทำให้การทำงานของ อสม.ต้องยิ่งมีความเข้มข้นขึ้นมากกว่าเดิม

“เอไอเอส ในฐานะองค์กรขนาดใหญ่ เรามีมาตรการรัดกุมขั้นสูงสุดในการบริหารจัดการองค์กร เพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อในการให้บริการลูกค้า และดูแลสังคมไปพร้อม ๆ กันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้วันนี้พนักงานส่วนใหญ่จะทำงานแบบ WFH แต่สำหรับหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลเครือข่าย และลูกค้า ก็พร้อมอย่างเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง
เพื่อลูกค้าและคนไทย โดยผมขอเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ประเทศ องค์กรใดที่มีกำลังก็สนับสนุนองค์กรเล็ก หรือ ผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้มีพลังที่จะเดินหน้าต่อ โดยเชื่อมั่นว่า บทเรียนจากสถานการณ์ COVID–19 ในช่วงที่ผ่านมา
หากเรานำมาใช้เพื่อ “เตรียมพร้อม ต่อสู้ ปรับตัว“ ตามบริบทของแต่ละอุตสาหกรรม หรือ รูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน จะทำให้เราสามารถรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง และยั่งยืนแน่นอน” สมชัย กล่าว
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก www.freepik.com
สามารถกดติดตามข่าวสารและบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























