บ๊อช (Bosch) ขนเทคโนโลยีการขับเคลื่อน และการใช้ชีวิตในบ้าน จัดแสดงในงาน CES2020 โชว์ไฮไลท์โซลูชั่นส์ AI เพื่อการผลิต บ้านอัจฉริยะ หรือการขับขี่อัตโนมัติ…

highlight

  • การันตีด้วยรางวัล บ๊อชได้รับรางวัล Best of Innovation ถึง 2 รางวัล สำหรับจอแสดงผล 3 มิติในรถยนต์ และอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่
  • เทคโนโลยีที่ก้าวไกลไปนอกโลก: ระบบ AI ของบ๊อชก้าวล้ำไปถึงขั้นวิเคราะห์อุปกรณ์ที่ติดตั้งในสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)
  • ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน: เทคโนโลยีของบ๊อชปฏิวัติการออกแบบแว่นอัจฉริยะ

Bosch ขนเทคโนโลยี AI จัดแสดงในงาน CES2020

บ๊อช นำผลิตภัณฑ์ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อเพื่อเทคโนโลยีการขับเคลื่อนและการใช้ชีวิตในบ้าน จัดแสดงในงาน CES2020 ที่ลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีไฮไลท์อยู่ที่โซลูชั่นส์ซึ่งนำเทคโนโลยี AI หรือปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใช้

หรืออาจเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาหรือสร้างขึ้นมาโดยมี AI เป็นตัวช่วย ซึ่งผู้ผลิตและผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีต่างมุ่งหวังให้ AI เป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัย ทรงพลัง และอธิบายได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำไปใช้เพื่อการผลิต ใช้ในบ้านอัจฉริยะ หรือการขับขี่อัตโนมัติ

การันตีด้วยรางวัล CES 2020 Innovation Awards สำหรับโซลูชั่นส์อันโดดเด่

โดยในงาน CES 2020 ที่ใกล้จะมาถึงนี้ บ๊อชได้รับรางวัล Innovation Awards ถึง 2 รางวัลด้วยคะแนนสูงสุด จากจอแสดงผล 3 มิติในรถยนต์ ผลงานการสร้างสรรค์ครั้งแรกของโลกโดยสายงาน Car Multimedia ของบ๊อช ซึ่งยังได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุด Best of Innovation อีกด้วย

สำหรับรายละเอียดสามารถติดตามได้ในงาน CES 2020 นอกจากนี้ บ๊อชยังได้รับรางวัลกิตติมศักดิ์เพิ่มอีก 1 รางวัล ซึ่งนับเป็นการรับรางวัลกิตติมศักดิ์ครั้งที่ 3 แล้ว จากผลงานโซลูชั่นส์ของบ๊อชด้านการดูแลสุขภาพ โดยจะมีการประกาศรางวัลอย่างเป็นทางการอีกครั้งในงาน CES 2020

สำหรับรางวัล CES Innovation Awards นี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยสมาคม Consumer Technology Association (CTA) ได้แบ่งกลุ่มประเภทรางวัลไว้ 28 ประเภท ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่ชี้ให้เห็นแนวโน้มในอนาคตของอุตสาหกรรม

จอแสดงผล 3 มิติ เสริมมุมมองมิติที่สามในห้องคนขับ

จอแสดงผล 3 มิติ แบบ passive เพื่อให้เกิดภาพและสัญญาณเตือนแบบ 3 มิติที่สมจริง จากการจับข้อมูลภาพที่เร็วขึ้นกว่าจอธรรมดา ลดโอกาสที่ผู้ขับขี่จะเสียสมาธิหรือละสายตาไปที่อื่น นอกจากนี้ หน้าจอยังแสดงผลที่ให้รายละเอียดความลึกของภาพได้ดี โดยไม่ต้องมีฟีเจอร์เพิ่มเติมอย่างการติดตามการมอง (eye tracking) หรือแว่น 3 มิติ

Bosch

นวัตกรรมของที่ “ต้องจับตาดู

SoundSee ระบบโสตอัจฉริยะสำหรับสถานีอวกาศนานาชาติ (AI inside) ระบบ SoundSee ของบ๊อชมีขนาดกะทัดรัด ใหญ่กว่ากล่องข้าวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยี AI ที่ก้าวล้ำที่สุด ปัจจุบัน ระบบนี้ได้ออกไปท่องวงโคจรในอวกาศ และจะได้ประจำฐานปฏิบัติการของสถานีอวกาศนานาชาติ

ระบบ SoundSee ขึ้นไปท่องวงโคจรกับหุ่นยนต์ Astrobee ของนาซ่าและทำงานโดยใช้ไมโครโฟนแบบครบวงจร สามารถจับเสียงสภาพแวดล้อมในอวกาศได้ และวิเคราะห์เสียงต่างๆ ด้วยระบบอนาลิติกส์จาก AI ทำให้สามารถตรวจจับสิ่งผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น และส่งสัญญาณให้ทราบว่าจำเป็นต้องมีการบำรุงรักษาแล้ว โดยในช่วงต้นปี 2020 นี้

จะมีการนำส่งข้อมูลเสียงที่ SoundSee ตรวจจับไปให้สถานีควบคุมภาคพื้นดินที่สร้างขึ้นตามแบบของนาซ่า ซึ่งทำหน้าที่เป็น Bosch Research Center ณ เมืองพิตส์เบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย ทั้งนี้ บ๊อชได้พัฒนา SoundSee ร่วมกับ Astrobotic ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยร่วมกับนาซ่า
 
แว่นตาอัจฉริยะ Light Drive ให้ข้อมูลอยู่ในสายตาตลอด Bosch Sensortec นำเสนอ แว่นตาอัจฉริยะ Light Drive ที่นับได้ว่าเป็นโซลูชั่นแรกในโลกที่ทำให้แว่นตาธรรมดากลายเป็นแว่นอัจฉริยะได้ ด้วยการทำงานของระบบฉายภาพครบวงจร ประกอบด้วย กระจกระบบไฟฟ้าเครื่องกลจุลภาค (MEMS mirror)

ซึ่งมีกลไกการมองเห็น จากตัวเซนเซอร์ และซอฟต์แวร์เชื่อมต่ออัจฉริยะ สำหรับแว่นตาอัจฉริยะ Light Drive ตัวนี้ มีความบางเพียงหนึ่งในสามของโซลูชั่นที่เคยมีในตลาด และมีน้ำหนักไม่ถึง 10 กรัม ให้ภาพที่ใสและคมชัด

ทำให้ผู้ใช้มองเห็นได้ชัดเจนแม้ในภาวะแสงจ้า แสดงข้อมูลและข้อความให้เห็น รวมไปถึงปฏิทินและคำสั่งการทำงานต่างๆ ตามที่ได้รับมาจากสมาร์ทโฟนหรือสมาร์ทวอช
 
ระบบติดตามภายใน เพื่อความปลอดภัย และสะดวกสบายสำหรับทุกคนในรถ (AI inside) ระบบติดตามภายในรถยนต์ของบ๊อช สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของเปลือกตา ทิศทางการเหลือบมอง และท่าทางการนั่ง และตรวจจับได้ว่าผู้ขับกำลังง่วงหรือมองที่สมาร์ทโฟนอยู่หรือไม่

จากนั้นจึงส่งสัญญาณเตือนผู้ขับให้ระวังเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ นอกจากนี้ ยังติดตามด้วยว่าภายในรถยนต์นั้นมีผู้โดยสารกี่คนและนั่งอยู่ในที่หรือไม่ เทคโนโลยีนี้จึงช่วยให้มั่นใจได้ว่าระบบความปลอดภัย เช่น ถุงลมนิรภัย จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งไปกว่านั้น ระบบยังช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับทุกคน

เช่น จะทำงานโดยอัตโนมัติตามข้อมูลการปรับที่นั่งที่ระบบบันทึกไว้ ในอนาคตเมื่อรถยนต์ขับเคลื่อนในโหมดกึ่งอัตโนมัติสำหรับการเดินทางบางช่วง เช่น บนทางด่วน ระบบติดตามผู้ขับขี่จะกลายเป็นเทคโนโลยีคู่ใจที่ขาดไม่ได้ เพราะกล้องติดตามจะช่วยให้ผู้ขับขี่กลับมาบังคับรถได้อย่างปลอดภัย

Bosch IoT Shuttle อนาคตแห่งการขับเคลื่อน ในอนาคต ผู้ให้บริการการขับเคลื่อนจะใช้รถโดยสารมาให้บริการตามสั่งกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งสินค้าหรือรับส่งผู้โดยสาร ในงาน CES 2020  ครั้งนี้บ๊อชได้นำเทคโนโลยี IoT สำหรับรถโดยสารมาแสดงให้เห็นถึงสมรรถนะด้านโซลูชั่นส์ที่บ๊อชสามารถตอบสนองแก่ค่ายรถต่าง ๆ

ได้ รวมทั้งสามารถให้บริการระบบการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ระบบขับขี่อัตโนมัติ ระบบเชื่อมต่อ และการปรับแต่งรถโดยสารให้เข้ากับความต้องการ ซึ่งยกระดับไปไกลกว่าอุปกรณ์ชิ้นส่วนที่รวมกันเป็นตัวรถ

แต่ให้ได้ครอบคลุมถึงบริการการขับเคลื่อนที่มีระบบเชื่อมต่อกัน ให้ความยืดหยุ่นแก่ผู้ใช้ เพราะสามารถปรับให้เข้ากับการใช้งาน การจัดการ การชาร์จพลังงาน และบำรุงรักษา รวมทั้งช่วยให้การเดินทางแต่ละครั้งปลอดภัย  

การขับเคลื่อนแห่งอนาคตด้วยโซลูชั่นส์ และบริการเด่น  

Bosch

กล้องหน้าอัจฉริยะที่เข้าใจโลกของคอมพิวเตอร์ และ AI (AI inside) ตัวกล้องทำหน้าที่ตรวจจับวัตถุ และจำแนกเป็นกลุ่มๆ เช่น กลุ่มรถยนต์ คนเดินเท้า หรือ จักรยาน พร้อมทั้งวัดค่าการเคลื่อนไหวเหล่านั้นด้วย นอกจากนี้ ยังสามารถแปลสิ่งที่เห็นและแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นช่องทางวิ่ง ไหล่ทางที่มีหญ้า หรือสิ่งก่อสร้างข้างถนน

แม้จะไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ บนถนน หากอยู่ในเมืองที่มีรถติด กล้องก็สามารถจับภาพและแยกแยะสิ่งที่เห็นชัดบางส่วนหรือวิ่งตัดหน้า ไม่ว่าจะรถยนต์ คนเดินเท้า หรือคนขี่จักรยาน ได้อย่างรวดเร็วและเชื่อถือได้ ช่วยให้รถยนต์ส่งสัญญาณเตือนหรือเบรกฉุกเฉินได้ ระบบกล้องอัจฉริยะทำงานด้วยความเชี่ยวชาญของบ๊อชที่รวมกันอยู่ในชิปหนึ่งตัว

เรียกว่า V3H ผลิตโดยบริษัท Renesas จากญี่ปุ่น เทคโนโลยีนี้ ยังช่วยพัฒนาการทำงานของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และต่อยอดการนำไปใช้ให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น สามารถนำไปเสริมประสิทธิภาพของระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้รถไปชนสัตว์ต่าง ๆ ได้
 
เซนเซอร์รอบด้านเพื่อรับมือกับสถานการณ์การขับขี่ที่ซับซ้อน โดยเรดาร์เซนเซอร์รุ่นล่าสุดของบ๊อช มีประสิทธิภาพตรวจจับสิ่งต่าง ๆ ที่แวดล้อมรถยนต์ได้ดีขึ้น ซึ่งรวมทั้งสภาพอากาศที่ย่ำแย่ และแสงที่ไม่เอื้ออำนวย

โดยเซนเซอร์ใหม่สามารถตรวจจับในระยะที่ไกลขึ้น รูรับแสงกว้างขึ้น และมีความละเอียดเชิงมุมมากขึ้น ส่งผลให้ระบบเบรกอัตโนมัติมีปฏิกิริยาตอบสนองที่เชื่อมั่นได้มากขึ้น  
 
ระบบบริการที่จอดรถอัตโนมัติอย่างครบวงจร ผลงานความร่วมมือระหว่างบ๊อชและเดมเลอร์ (Daimler) ตามมาตรฐานสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ (SAE) ระดับ 4 ที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นรายแรกในเยอรมนี โดยตัวเซนเซอร์ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของที่จอดรถและเทคโนโลยีการสื่อสารที่ใช้นั้นมาจากบ๊อช

ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปี 2021 จะมีที่จอดรถ 12 แห่ง ที่ติดตั้งระบบบริการที่จอดรถอัตโนมัติ ปัจจุบัน บ๊อชทำงานร่วมกับผู้ให้บริการที่จอดรถ และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายสำคัญ
 
ถาปัตยกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในยุคถัดไป กุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่อนาคตแห่งระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเชื่อมต่อกันและทำงานโดยอัตโนมัติ ก็คือสถาปัตยกรรมระบบอิเล็กทรอนิกส์ การมีระบบควบคุมรถยนต์แบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง ไม่เพียงทำให้ยานยนต์มีสมรรถนะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต

แต่การที่จำนวนกล่อง ECU ก็ลดลงด้วยนั้น ทำให้น้ำหนักของยานยนต์ลดลง และทำให้การทำงานของอุปกรณ์ชิ้นส่วนประสานกับระบบต่างๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ระบบคอมพิวเตอร์ในรถยนต์ของบ๊อชจะมีพลังการประมวลผลเพิ่มขึ้นได้ถึงพันเท่าในช่วงต้นทศวรรษหน้า

โดยบ๊อชได้เริ่มสร้างคอมพิวเตอร์ลักษณะนี้ขึ้นมาแล้ว เพื่อรองรับระบบขับขี่อัตโนมัติ ระบบส่งกำลังรถยนต์ และการผนวกระบบอินโฟเทนเมนต์เข้ากับฟังก์ชันช่วยเหลือผู้ขับขี่
 
คีย์เลสอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการใช้สมาร์ทโฟนเป็นกุญแจรถ ในอนาคต ระบบคีย์เลสสมบูรณ์แบบจะทำได้ โดยอาศัยบลูทูธสื่อสารระหว่างรถยนต์และสมาร์ทโฟน รวมทั้งใช้เทคโนโลยีสื่อสารใหม่บนสัญญาณ UWB (ultra-wideband) ที่มีอยู่ในสมาร์ทโฟนบางรุ่นแล้ว สัญญาณ UWB จะทำให้สมาร์ทโฟนปรับค่าให้เข้ากับสภาพแวดล้อม

ใกล้ๆ ในระยะ 2-3 เซนติเมตร ช่วยให้การสื่อสารกับรถยนต์มีความปลอดภัยมากขึ้นเป็นพิเศษ ปัจจุบันบ๊อชทำงานร่วมกับพันธมิตรในการวางมาตรฐานการโอนถ่ายข้อมูลระหว่างสมาร์ทโฟนและรถยนต์ ในงาน CES 2020 ครั้งนี้ บ๊อชจะนำเสนอรถยนต์สาธิตที่ใช้ระบบคีย์เลสสมบูรณ์แบบผ่านทางสัญญาณ UWB เป็นครั้งแรก

Boschการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าสำหรับการเดินทางไกล ๆ เซลล์เชื้อเพลิงเคลื่อนที่ ที่สามารถพกพาไปไหนต่อไหนได้ ทำให้มีพลังงานใช้ได้ยาวนานขึ้น พร้อมกับใช้เวลาเติมเชื้อเพลิงน้อยลง อีกทั้งผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน ช่วยให้การใช้รถขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าไม่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก

ปัจจุบัน บ๊อชร่วมกับบริษัทสัญชาติสวีเดนชื่อ Powercell พัฒนาเซลล์เชื้อเพลิงในเชิงพาณิชย์ นอกจากมีหน่วยเซลล์เชื้อเพลิงที่แปลงไฮโดรเจนให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้แล้ว บ๊อชยังพัฒนาองค์ประกอบที่จำเป็นต่อระบบโดยรวมขึ้นมา เพื่อให้พร้อมก้าวสู่ขั้นตอนการผลิต
 
ระบบช่วงล่าง (Rolling chassis) ที่มาพร้อมแพลตฟอร์มของระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ระบบส่งกำลังด้วยไฟฟ้า ระบบบังคับเลี้ยว และเบรก ต่างเป็นองค์ประกอบของระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าที่บ๊อชสร้างขึ้นมารองรับ

โดยได้พัฒนาร่วมกับบริษัท Benteler ที่มีความเชี่ยวชาญด้านแชสซี และเทคโนโลยียานยนต์ และบริษัทได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ผลิตภัณฑ์ของบ๊อชทั้งหมดที่มีสำหรับยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าจะสามารถนำไปใช้ร่วมกันได้ ระบบช่วงล่างก็เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยให้บ๊อชปรับเปลี่ยนให้ตอบโจทย์ได้
 
เทคโนโลยี SiC สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง บ๊อชได้นำเสนอชุดขับเคลื่อนสมรรถนะสูงรุ่นใหม่ e-axle ที่ใช้โซลูชั่นส์เทคโนโลยีใหม่เข้ามาเสริมประสิทธิภาพและกำลังไฟฟ้าที่อัดแน่นในระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ชุดส่งกำลังรุ่นใหม่นี้ ที่โดดเด่นด้วยประสิทธิภาพของระบบที่ดีขึ้นได้ถึง 96%

ทำให้รถเดินทางได้นานขึ้น 6% จากรอบการทดสอบตามมาตรฐาน WLTP ด้วยกำลังไฟฟ้า 3 กิโลวัตต์ต่อกิโลกรัม ทำให้ชุดขับเคลื่อนนี้มีกำลังไฟที่หนาแน่นกว่า e-axle รุ่นเดิมถึง 50% พัฒนาการเหล่านี้เป็นผลมาจากวิทยาการเชิงวิศวกรรมของซิลิคอนคาร์ไบด์

โดยเซมิคอนดักเตอร์ในระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า รวมทั้งการจัดวางอุปกรณ์มอเตอร์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์กำลัง และระบบส่งกำลัง ที่ช่วยประหยัดพื้นที่ได้มาก

Bosch
3d render of modern loft with living room , lounge, kitchen.

ระบบ Connected biking ที่ขับเคลื่อนด้วยโซลูชั่นส์ที่ให้ประสบการณ์การขี่สองล้อแบบ 2.0 สมองกลคอมพิวเตอร์ Kiox ที่ติดตั้งมาพร้อมกับเครื่อง ช่วยให้ผู้ขี่เห็นข้อมูลการฝึกซ้อม เช่น ความเร็ว จังหวะการเต้นของหัวใจ และสมรรถนะของตนเองได้ตลอดเส้นทาง

เมื่อกิจกรรมสิ้นสุดลง ก็สามารถประเมินข้อมูลในแอปพลิเคชัน eBike Connect บนสมาร์ทโฟนหรือทางพอร์ทัลออนไลน์ได้ นอกจากนี้ Kiox ยังเพิ่มฟังก์ชันระดับพรีเมียมให้ด้วย เช่น ฟังก์ชัน Lock ที่ช่วยป้องกันการขโมยข้อมูลดิจิทัล

ขณะเดียวกัน SmartphoneHub ก็ช่วยให้ผู้ใช้เพลิดเพลินไปกับโลกแห่งการเชื่อมต่อในขณะที่ขี่จักรยานอยู่ได้ด้วยแอปพลิเคชัน COBI.Bike ซึ่งมีฟีเจอร์มากมายหลายฟังก์ชัน ทั้งการนำทางและติดตามการออกกำลังกาย ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับบริการหรือแอปฯ ภายนอก เช่น Apple Health, Google Fit และ komoot

ผู้ช่วยอัจฉริยะทั้งที่บ้าน และบนท้องถนน

 

ระบบ Home Connect ที่ทำงานบนแพลตฟอร์มขยายที่รองรับได้สำหรับทุกคน บ๊อชกำลังขยายขอบเขตการให้บริการ IoT ในที่พักอาศัย โดย Home Connect เป็นแพลตฟอร์ม IoT แบบเปิดที่เชื่อมต่อทุกอย่างให้เข้ากับอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้านได้ ทั้งที่เป็นของบ๊อชหรือของแบรนด์อื่น ๆ

โดยปัจจุบัน มีพันธมิตรร่วมให้บริการประมาณ 40 ราย และจะขยายจากห้องครัวไปยังส่วนอื่นๆ ในบ้าน ในช่วงกลางปี 2020 ระบบ Home Connect จะเริ่มให้บริการการควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ

เช่น ระบบแสง ระบบทำความร้อน ระบบรักษาความปลอดภัย และความบันเทิงต่าง ๆ จากหลากหลายผู้ผลิต และจะมีกิจการพันธมิตรมาร่วมให้บริการมากขึ้นเป็นทวีคูณ ยิ่งเพิ่มความสะดวกสบายและยกระดับประสิทธิภาพของการใช้ชีวิตในบ้านให้มากขึ้นไปอีก
 
Application Store ที่ช่วยทำให้ทุกอย่างมีครบจบในที่เดียว ระบบเชื่อมต่อ IoT คือหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีความปลอดภัย ขณะนี้ บริษัทในเครือของบ๊อช คือ Security and Safety Things ได้พัฒนาแพลตฟอร์มไอทีของตนเองขึ้นมา

เพื่อเชื่อมต่อให้อุปกรณ์ ซอฟต์แวร์ และข้อมูลในวิดีโอ และแอปพลิเคชั่นการรักษาความปลอดภัยในอาคารและสำนักงานต่างๆ ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

จึงไม่ต้องเสียเวลาทดสอบว่าแอปพลิเคชันใดจะทำงานเข้ากับระบบที่ต้องการได้หรือไม่ ซึ่งจะเห็นได้จากแอปพลิเคชันตัวอย่างที่แสดงในส่วน “Connected living and mobility” ที่งาน CES 2020

Bosch

Spexor ให้คุณรู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจได้ทุกที่ทุกเวลา อุปกรณ์เตือนพกพาที่เป็นเพื่อนคู่ใจไปได้ทุกที่ที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ในรถยนต์ รถบ้าน หรือโกดังเก็บของ Spexor จะคอยสอดส่องและรายงานให้ทราบทันทีที่มีการบุกรุก อุปกรณ์ชิ้นนี้มีตัวเซนเซอร์ตรวจจับเสียง การเคลื่อนไหว แรงดันอากาศ

รวมทั้งตัวรับสัญญาณ GPS เมื่ออุปกรณ์ตรวจจับได้ว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาในบริเวณ จะส่งสัญญาณเตือนเข้ามาที่สมาร์ทโฟนของผู้ใช้ ผ่าน Wi-Fi หรือระบบ LPWA ตามมาตรฐานเทคโนโลยี IoT แบบไร้สาย

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว)
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก www.pexels.com

สามารถกดติดตามข่าวสารและบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่  www.facebook.com/itday.in.th

Itdayleadger

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.