หัวเว่ย (Huawei ) ทุ่มงบกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เสริมแกร่งอีโคซิสเต็มสตาร์ทอัพในเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific) ต่อเนื่อง 3 ปี…
Huawei ทุ่มงบกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เสริมแกร่งสตาร์ทอัพ Asia–Pacific
หัวเว่ย ประกาศแผนการลงทุนมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพในงาน Spark Founders Summit ซึ่งจัดขึ้นพร้อม ๆ กันทั้งในสิงคโปร์และฮ่องกง โดยระบุว่าเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้กับโครงการ Spark ของบริษัทฯ ที่มุ่งสร้างอีโคซิสเต็มสตาร์ทอัพในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ให้มีความยั่งยืน
โดยเป็นงบการลงทุนสำหรับระยะเวลา 3 ปี ซึ่ง หัวเว่ย ได้มีส่วนช่วยสนับสนุนสิงคโปร์ในการสร้างศูนย์กลางด้านสตาร์ทอัพแห่งแรกของเอเชีย-แปซิฟิกมาตั้งแต่ปี 2563 และได้ขยายโครงการไปยังฮ่องกง ไทย มาเลเซีย ตลอดปีที่ผ่านมา
โดยภายในงาน Spark Founders Summit หัวเว่ยยังประกาศอีกว่าโครงการดังกล่าวจะเน้นความสำคัญไปที่การพัฒนาศูนย์กลางด้านสตาร์ทอัพเพิ่มเติมอีกสี่แห่งในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา และเวียดนาม มีเป้าหมายในการรวบรวมสตาร์ทอัพกว่า 1,000 ราย โดยสตาร์ทอัพ 100 รายจากในจำนวนนี้จะได้รับการต่อยอดสู่โครงการ Spark Accelerator
หัวเว่ย ประเทศไทย โดยความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) สำนักงานนวัตกรรแห่งชาติ (NIA) และพันธมิตรที่มีชื่อเสียงอีกหลายราย ได้เปิดตัวการแข่งขัน “Spark Ignite 2021–Thailand Startup Competition“ ในเดือนมิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา

โดยเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีทั่วประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน เพื่อชิงรางวัลในการเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ หัวเว่ย Spark Accelerator เป็นโครงการแข่งขันที่มุ่งเป็นหนึ่งในงานด้านสตาร์ทอัพที่ใหญ่ และทรงอิทธิพลที่สุดของไทยในครั้งนี้ จะตอกย้ำความสำคัญของอีโคซิสเต็มสำหรับสตาร์ทอัพในประเทศ โดยมีสตาร์ทอัพศักยภาพสูงกว่า 10 รายจากทั่วประเทศเข้าร่วม
รวมทั้งเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ก่อตั้ง ธุรกิจเงินร่วมลงทุน บริษัทต่าง ๆ และภาครัฐเข้าด้วยกัน ซึ่งผู้เข้าร่วมภายในงาน Spark Founders Summit ประกอบไปด้วยตัวแทนที่มีชื่อเสียงจากสตาร์ทอัพ ภาควิชาการ อุตสาหกรรมต่าง ๆ ภาครัฐ และสื่อมวลชนในภูมิภาคเอเชีย
รวมไปถึงธุรกิจการร่วมลงทุน (Venture Capitalists) ระดับต้น ๆ ของภูมิภาคกว่า 50 ราย และผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพอื่น ๆ อีก 300 ราย โดยการปราศัยและการพูดคุยในงาน เน้นย้ำในหัวข้อเกี่ยวกับคุณค่าทางสังคมของอีโคซิสเต็มสตาร์ทอัพ และวิธีการส่งเสริมนวัตกรรมเชิงเทคโนโลยี และอีโคซิสเต็มของสตาร์ทอัพ
เพื่อสร้างสรรค์คุณประโยชน์ให้แก่ชุมชนในท้องถิ่นและขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม นอกจากนี้ หัวเว่ยยังได้เปิดตัวโครงการเกี่ยวกับสตาร์ทอัพอีกสามโครงการภายในงานดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นโครงการ Spark Developer Program ที่มุ่งฟูมฟักอีโคซิสเต็มนักพัฒนาในเอเชีย-แปซิฟิก
ผ่าน หัวเว่ย คลาวด์ โครงการ Spark Pitstop Program ที่ออกแบบมาเพื่อดูแล และให้การสนับสนุนสตาร์ทอัพในระบบ หัวเว่ย คลาวด์ ให้สามารถเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ และโครงการ Spark Innovation Program (SIP) ที่เน้นด้านการอำนวยความสะดวกด้านนวัตกรรมธุรกิจองค์กรผ่านอีโคซิสเต็มสตาร์ทอัพภายใต้โครงการ Spark
สตาร์ทอัพ และเอสเอ็มอี คือกลุ่มสร้าง GDP ของโลกได้กว่า 50%
แคทเธอรีน เฉิน รองประธานอาวุโส และคณะกรรมการบริหาร ของ หัวเว่ย กล่าวเปิดงาน Spark Founders Summit ด้วยการเน้นย้ำถึงความสำคัญของสตาร์ทอัพในเรื่องส่งเสริมให้สังคมพัฒนาอย่างก้าวหน้า และภารกิจของหัวเว่ยในการสนับสนุนสตาร์ทอัพต่าง ๆ
เราต่างทราบดีถึงศักยภาพของสตาร์ทอัพ และเอสเอ็มอี ที่เป็นทั้งนักประดิษฐ์คิดค้น นักปฏิรูป และผู้บุกเบิกของยุคสมัย โดยธุรกิจเหล่านี้สร้างการจ้างงานคิดเป็นสัดส่วนถึง 2 ใน 3 จากทั้งโลก สร้างงานใหม่ทั้งหมดกว่า 2 ใน 3 จากทั้งโลก ทั้งยังได้สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของโลกได้กว่า 50%
โดยเมื่อ 34 ปีที่แล้ว หัวเว่ย เองก็เป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าการจดทะเบียนเพียง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น เราจึงมีความคิดว่าเราจะสามารถใช้ประสบการณ์ และทรัพยากรที่เรามีอยู่เพื่อช่วยสนับสนุนสตาร์ทอัพอื่น ๆ ก้าวข้ามความท้าทายได้อย่างไร
โดยเราคาดว่าความช่วยเหลือนี้จะสามารถช่วยให้สตาร์ทอัพคว้าโอกาสที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุตดิจิทัล ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ และโซลูชันนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อโลกได้มากขึ้น

สานต่อ Spark Program ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
จาง ผิงอัน (Zhang Ping’an) ประธานกลุ่มธุรกิจคลาวด์ ของ หัวเว่ย กล่าวว่า นับตั้งแต่เปิดตัว หัวเว่ย คลาวด์ ในปี 2560 ถือได้ว่าบริการคลาวด์เติบโตเร็วที่สุดในโลก และผลักดันให้ธุรกิจสตาร์ทอัพเติบโตมาแล้วนับไม่ถ้วน เมื่อปีที่แล้ว เราได้เปิดตัวโครงการ Spark Program ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
และได้ร่วมงานกับรัฐบาลหลายประเทศผ่านโครงการดังกล่าว รวมถึงร่วมงานกับผู้ให้ความรู้ และให้คำแนะนำสตาร์ทอัพในระดับแนวหน้า บริษัทผู้ลงทุน (Venture Capital) ที่มีชื่อเสียง และมหาวิทยาลัยชั้นนำอีกมากมาย เพื่อสร้างแพลตฟอร์มสนับสนุนเหล่าธุรกิจสตาร์ทอัพในหลากหลายภูมิภาค และปัจจุบันมีธุรกิจสตาร์ทอัพจำนวนถึง 40 แห่งที่เข้าร่วมโครงการกับเรา
ตั้งแต่วันนี้ไป เราจะยกระดับการสนับสนุนแก่ธุรกิจสตาร์ทอัพผ่านนโยบายใหม่ 4 ประการ โดยมีเป้าหมายเพื่อการทำงานผสานกันระหว่างคลาวด์กับคลาวด์ (cloud-plus-cloud collaboration) การสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง บริการคลาวด์ทั้งในระดับโลก และระดับท้องถิ่น และอีโคซิสเต็มที่มีคุณภาพสูง

สำหรับธุรกิจ วันนี้เราได้เปิดตัวโครงการ Cloud–plus–Cloud Collaboration and Joint Innovation Program ซึ่งเราจะให้การสนับสนุนธุรกิจสตาร์อัพผ่านโครงการดังกล่าวด้วยทรัพยากรมูลค่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินลงทุนครึ่งหนึ่งมาจาก หัวเว่ย คลาวด์ และอีกครึ่งหนึ่งมาจาก หัวเว่ย Mobile Services (HMS)
ในปี 2564 นี้เรามีแผนที่จะสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพให้ถึง 200 รายในด้านอีโคซิสเต็ม HMS รวมทั้งแบ่งปันช่องทางจากเครือข่าย ของเรากับนักพัฒนาทั่วโลก ซึ่งต่างทำงานเพื่อรองรับผู้ใช้อุปกรณ์ของหัวเว่ยกว่า 1,000 ล้านคน นอกจากนี้ เรายังจะเปิดศูนย์ HMS Developer Innovation Center เพื่อสนับสนุนนักพัฒนา HMS Cloud กว่า 100,000 รายโดยเฉพาะ
มีธุรกิจสตาร์ทอัพจำนวนมากขึ้นเรื่อง ๆ ที่ต้องการการเปลี่ยนผ่านเชิงดิจิทัลแบบครบวงจร เมื่อพวกเขาต่างต้องการมุ่งสู่โลกอัจฉริยะที่เชื่อมต่อถึงกันอย่างสมบูรณ์ โครงสร้างพื้นฐานของ หัวเว่ย คลาวด์ จะทำงานประสานกับ หัวเว่ย Mobile Services เพื่อสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพจากทุกแวดวงอุตสาหกรรม
บริการคลาวด์ของหัวเว่ยจะช่วยให้นักพัฒนาและพาร์ทเนอร์เชื่อมต่อบัญชีผู้ใช้ แพลตฟอร์มการพัฒนา การเผยแพร่และบริหารจัดการแอปพลิเคชันเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว ขณะนี้ HMS ถือเป็นอีโคซิสเต็มของแอปพลิเคชันมือถือที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของโลก
และกำลังช่วยเหลือธุรกิจสตาร์ทอัพจำนวนมากในการขยายศักยภาพของพวกเขาในระดับโลก โดยปัจจุบันมีนักพัฒนาที่ใช้ HMS อยู่กว่า 4.5 ล้านคน จาก 170 ประเทศ และภูมิภาคทั่วโลก
หัวเว่ยได้ประกาศเปิดตัวแผนงานต่าง ๆ ที่จะทำให้นักพัฒนาได้เข้าถึงเครือข่ายช่องทางจากพาร์ทเนอร์ทั่วโลกของหัวเว่ย ซึ่งรวมถึงผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมชั้นนำของโลก 50 ราย และสถาบันการเงินในท้องถิ่น และในด้านของการพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถ
หัวเว่ยยังวางแผนจะสร้างศูนย์นวัตกรรมสำหรับนักพัฒนาของ HMS (HMS Developer Innovation Center) เพื่อพัฒนาผู้เชี่ยวชาญในอนาคต ภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ 210 แห่งทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
“จุดยืนของเราที่กล่าวว่า “ในเอเชีย–แปซิฟิก เพื่อเอเชีย–แปซิฟิก” ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา”

ด้าน เจฟฟรีย์ หลิว ประธานหัวเว่ย ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ด้วยฐานลูกค้าทั่วโลก และเทคโนโลยี Full–Stack ของหัวเว่ย โครงการ Spark Program จะลงทุนเป็นมูลค่ามากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กินระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า รวมถึงให้การสนับสนุนรอบด้านเพื่อสร้างอีโคซิสเต็มที่ยั่งยืนแก่ธุรกิจสตาร์ทอัพและสร้างมูลค่าใหม่ให้กับภูมิภาคที่เต็มไปด้วยศักยภาพ ในฐานะผู้จำหน่ายคลาวด์ระดับโลกรายแรกที่ก่อตั้งศูนย์ข้อมูลในระดับท้องถิ่น
เพื่อการให้บริการในพื้นที่อย่างแท้จริงในประเทศไทย หัวดว่ย มีความมุ่งมั่นที่จะช่วยประเทศไทยให้บรรลุผลตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 รวมถึงสร้างรากฐานดิจิทัลอีโคซิสเต็มในยุคดิจิทัล หัวเว่ยยังได้เปิดตัวโครงการฝึกอบรมออนไลน์ที่ชื่อว่า Cloud Diary ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับทั้งลูกค้าและพาร์ทเนอร์ในประเทศไทยจากทุกวงการ เพื่อมอบประสบการณ์คลาวด์ที่ดีที่สุดผ่านนวัตกรรมที่มีความคล่องตัวสูง โดยมียอดเข้าชมมากกว่า 700,000 ครั้ง จากนักพัฒนา นักศึกษามหาวิทยาลัย อาจารย์ และพนักงานองค์กรต่าง ๆ
ทั้งนี้ ในปี 2564 หัวเว่ยจะยังเดินหน้าแบ่งปันความรู้ที่จำเป็นต่อยุคดิจิทัลในรูปแบบที่นำมาใช้กับชีวิตประจำวันได้มากที่สุดต่อไป ขณะเดียวกันยังมี โครงการ หัวเว่ย คลาวด์ Warrior Workshop ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกเดือนเพื่อรองรับผู้เข้าฝึกอบรมจากองค์กรต่าง ๆ ในแวดวงไอที
ซึ่งรวมถึงธุรกิจเอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพ หัวข้อที่ใช้ในการฝึกอบรมต่าง ๆ ได้แก่ Security and Compliance, Server and Database Migration to Cloud, Machine Learning, Enterprise Intelligent และ Data Platform on Cloud
ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีผู้เชี่ยวชาญคอยสอนเชิงปฏิบัติการและให้คำแนะนำอย่างละเอียดทุกขั้นตอน โดยปัจจุบันมีธุรกิจเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมหลักสูตรกต่าง ๆ แล้วราว 30 เจ้า
เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา หัวเว่ยได้จัดงานสัมนา POWERING DIGITAL THAILAND : HUAWEI CLOUD & CONNECT โดย หัวเว่ย คลาวด์ ประเทศไทย ได้มีการจัดการแข่งขัน Cloud Developer Contest ขึ้นเป็นครั้งแรก
การแข่งขันดังกล่าวได้สนับสนุนให้ผู้เข่าร่วมการแข่งขันพัฒนา และประยุกต์ใช้โซลูชันที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่คนไทย และสังคม ผ่านการใช้ประโยชน์จากบริการทั้งแบบพื้นฐาน และบริการขั้นสูงจาก หัวเว่ย คลาวด์

ขณะที่ อาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยนับว่าผู้เบิกทางด้านเทคโนโลยี Cloud AI และ 5G ซึ่งจะกลายมาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการรับเทคโนโลยี Cloud และการเปลี่ยนผ่านอย่างชาญฉลาดในหลากหลายภาคอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ ความพร้อมเชิงโครงสร้างนับว่าเป็นรากฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล ดังนั้นเราจึงมุ่งส่งเสริมการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางดิจิทัลของอาเซียน เพื่อช่วยขับเคลื่อนนโยบาย Thailand 4.0 ของประเทศให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสารและบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























