เอ็นไอเอ (NIA) เปิดโปรไฟล์ไทยแลนด์ปี 2023 กับจุดแข็งด้านการจัดตั้งธุรกิจสตาร์ทอัพ จุดหมายสำคัญ แจ้งเกิดสตาร์ทอัพไทย–ต่างชาติ พร้อมโอกาสเติบโต…
NIA เปิดโปรไฟล์ไทยแลนด์ปี 2023 กับจุดแข็งด้านการจัดตั้งธุรกิจสตาร์ทอัพไทย–ต่างชาติ ให้เติบโต
หลายปีที่ผ่านมา “สตาร์ทอัพ“ (StartUp) ถูกกำหนดเป็นแผนสร้างการเติ
และประเทศอินเดีย ทำให้สตาร์ทอัพที่ดำเนินธุรกิ

ไทยแลนด์เมืองสตาร์ทอัพติดอันดับโลก
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ เอ็นไอเอ (NIA) เปิดเผยถึง ผลการจัดอันดับดัชนีระบบนิเวศทางสตาร์ทอัพโลก ประจำปี 2566 (Global Startup Ecosystem Index 2023) โดย StartupBlink ศูนย์กลางข้อมูลด้านระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่ครอบคลุมทั่วโลก ได้มีการจัดอับดับ 100 ประเทศ
และ 1,000 เมืองที่มีระบบนิเวศทางสตาร์ทอัพที่ดีที่สุด โดย ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 52 ของโลก ขึ้นจากปีที่ผ่านมา 1 อันดับ ในขณะเดียวกันกรุงเทพฯ ขยับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 74 ของโลก จาก 1,000 เมืองที่มีระบบนิเวศทางสตาร์ทอัพที่ดีที่สุด โดยขยับขึ้นมามากถึง 25 อันดับ
แซงหน้าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน และยังมีเชียงใหม่ , ภูเก็ต และพัทยา ที่ติดท็อป 1,000 เมืองที่มีระบบนิเวศทางสตาร์ทอัพที่ดีที่สุด พ่วงด้วยความโดดเด่นด้านอุตสาหกรรมการขนส่งที่รั้งอันดับ 43 ของโลก สะท้อนให้เห็นถึงระบบนิเวศทางสตาร์ทอัพของไทยที่เติบโตขึ้น

โตได้ไม่หยุด มียักษ์ใหญ่พร้อมซัพพอร์ต
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของธุรกิจสตาร์ทอัพที่ขาดไม่ได้ คือ เงินทุน ซึ่งไทยมีบริษัทยักษ์ใหญ่จำนวนมากพร้อมเป็น Corporate Venture Capital (CVC) ที่เน้นลงทุนในสตาร์ทอัพที่มีเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่น่าสนใจ อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเสริมแกร่งด้านกลยุทธ์ และความสามารถในการแข่งขันของบริษัทแม่
เช่น SCB 10X หนึ่งในกลุ่มธนาคารแห่งแรก ๆ ที่ปรับตัวตามสถานการณ์ที่นวัตกรรม และเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด โดยมีเป้าหมายในการเป็น VC ชั้นนำระดับประเทศ และระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมผลักดันให้เกิดการสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพใหม่ ๆ และผลักดันไปสู่ระดับยูนิคอร์น AddVentures by SCG
ที่มุ่งค้นหานวัตกรรมจากสตาร์ทอัพทั่วโลกมาเสริมประสิทธิภาพของ SCG ผ่านการเสาะหานวัตกรรมมาใช้ และการพัฒนาให้เกิดธุรกิจใหม่ Krungsri Finnovate ที่เดินหน้าสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพด้านฟินเทค และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องด้านการธนาคารทั้งในประเทศไทย และระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ซึ่งมีเป้าหมายปั้นสตาร์ทอัพให้ขึ้นแท่นยูนิคอร์นให้ได้มากที่สุด และมุ่งสร้างระบบนิเวศของเศรษฐกิจไทย และภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้มีความยั่งยืน อีกทั้งยังมีกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยี และนวัตกรรม (Technology and Innovation-Based Enterprise Development Fund; TED Fund)
ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่สนับสนุน และส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการรายใหม่ ให้สามารถดำเนินธุรกิจบนฐานขององค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรม
พร้อมเป็นตัวเร่งในการเพิ่มปริมาณการนำผลงานวิจัย และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะก่อให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุน และก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มีความก้าวหน้า และยั่งยืน

นโยบายรัฐพร้อมเร่งเครื่องรัฐสตาร์ทอัพให้แข็งแกร่ง
หลายหน่วยงานภาครัฐพร้อมสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยให้สามารถเติบโต และแข่งขันได้ทั้งตลาดใน และต่างประเทศ เช่น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ เอ็นไอเอ ในฐานะ “ผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม“ (Focal Conductor) และอำนวยความสะดวกให้ระบบนิเวศนวัตกรรมเอื้อต่อศักยภาพการทำงาน
ผ่านการส่งเสริมทั้งเงินทุน และองค์ความรู้ในการสร้างธุรกิจนวัตกรรมที่มุ่งเน้นใน 5 สาขา ได้แก่ เกษตร, อาหาร, การแพทย์, ท่องเที่ยว และซอฟต์พาวเวอร์ และยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นสะพานเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นประเทศแห่งนวัตกรรม
โดยทำงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรอีกหลายหน่วยงานทั้งที่อยู่ภายใต้กระทรวง อว. และหน่วยงานภายนอก เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa ฯลฯ

Big Campaign ตอกย้ำไทยให้เป็นพื้นที่น่าลงทุน
ประเทศไทยมีแผนยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจที่ส่งเสริมระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีเมกะโปรเจกต์ที่ รองรับการเติบโตและการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมของสตาร์ทอัพ ไม่ว่าจะเป็น BCG Model ที่รัฐบาลใช้เป็นแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3 ด้าน
ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความยั่งยืนของธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และเพิ่มศักยภาพในการพึ่งพาตนเอง

นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการพัฒนาใน 2 กลุ่มอุตสาหกรรม คือ การพัฒนานวัตกรรมในอุตสาหกรรมเดิม (First S-Curve) ที่มีอยู่แล้วในประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตระยะสั้น และระยะกลาง ประกอบด้วย อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ท่องเที่ยวระดับคุณภาพ เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ และอาหารมูลค่าเพิ่มสูง
และ การพัฒนานวัตกรรมในอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) ที่สนับสนุนให้เกิดเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า โดยตั้งเป้าให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ได้แก่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ การบิน ดิจิทัล การแพทย์ครบวงจร และเชื้อเพลิงคุณภาพ และเคมีชีวภาพ

นอกจากนี้ ยังมีเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ที่เป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมทันสมัยใน 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี, ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งมีภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมรองรับสตาร์ทอัพได้อีกจำนวนมาก
เรียกได้ว่าการเกิดขึ้น และเติบโตของสตาร์ทอัพในเมืองไทยยังคงมีโอกาสอย่างต่อเนื่อง ด้วยหลากหลายปัจจัยทั้งจากภาครัฐ และเอกชนที่พร้อมใจยกระดับระบบนิเวศ และโครงสร้างพื้นฐานให้เอื้อต่อโมเดลธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตได้เร็ว รวมถึงเมืองต่าง ๆ ที่มีความโดดเด่นด้านไลฟ์ไสตล์ และภูมิศาสตร์ที่รอต้อนรับนักลงทุนทั้งชาวไทย และต่างชาติ
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























