“ไชยชนก” รมต. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (DE) เดินหน้าล้างระบบรัฐ 3 หมื่นระบบ บังคับใช้ MFA หวังล้างระบบสกัดปัญหาข้อมูลประชาชนรั่วไหล…
highlight
- “ไชยชนก” รมว.ดีอี ผนึกภาครัฐ-เอกชน-ประชาชน ยกระดับมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล หลังพบข้อมูลประชากรโลกถูกนำไปเผยแพร่กว่า 5 หมื่นล้าน User ในจำนวนนี้เป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยกว่า 200 ล้าน User สั่งเดินหน้า Cleansing ระบบรัฐเกือบ 3 หมื่นระบบ คาดใช้เวลา 15 วัน คัดระบบที่ยังใช้งาน-ระบบที่ต้องปิด พร้อมเตรียมเสนอ ครม. เคาะมาตรการ MFA และปรับ Username-Password ลดความเสี่ยงข้อมูลรั่วซ้ำ
รมต. DE เตรียมชง ครม. บังคับใช้ MFA ล้างระบบรัฐ 3 หมื่นระบบ สกัดข้อมูลประชาชนรั่ว!

ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) เป็นประธานการแถลงข่าวการประชุมยกระดับมาตรการการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานรัฐ โดยมีผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเข้าร่วม ณ อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือเพื่อยกระดับการป้องกันข้อมูลประชาชน หลังสถานการณ์การรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลกลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะในยุคที่หน่วยงานรัฐและเอกชนมีการจัดเก็บข้อมูลประชาชนจำนวนมากผ่านระบบดิจิทัล

ไชยชนก กล่าวว่า กระทรวงดีอีได้มอบนโยบายให้มีการรวบรวมและเฝ้าระวังการรั่วไหลของข้อมูลในเบื้องต้น โดยจากการตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) พบข้อมูลประชากรทั่วโลกที่รั่วไหลกว่า 50,000 ล้าน User ขณะที่พบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยกว่า 200 ล้าน User ซึ่งเกิดขึ้นในหลายช่วงเวลาและจากหลายระบบ
ที่น่าจับตา คือ ปัจจุบันระบบข้อมูลของภาครัฐมีอยู่เกือบ 30,000 ระบบ ขณะที่ภาคเอกชนมีมากกว่า 35,000 ระบบ ทำให้การตรวจสอบ และปิดช่องโหว่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะจุดเมื่อเกิดเหตุแล้ว
สั่ง Cleansing 3 หมื่นระบบรัฐ เช็กภายใน 15 วัน
หนึ่งในมาตรการเร่งด่วนที่กระทรวงดีอีเตรียมดำเนินการ คือการทำ Cleansing ระบบจัดเก็บข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐเกือบ 30,000 ระบบ เพื่อสำรวจสถานะของระบบทั้งหมดว่า ระบบใดยังมีการใช้งาน ระบบใดไม่มีความจำเป็น และระบบใดควรยุติหรือปิดการให้บริการ
เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 15 วัน ในการตรวจสอบและจัดกลุ่มระบบ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการลด “พื้นที่เสี่ยง” ของข้อมูลประชาชน เพราะระบบที่ไม่ได้ใช้งานหรือไม่มีความจำเป็น หากยังเปิดทิ้งไว้ อาจกลายเป็นช่องทางที่ผู้ไม่หวังดีใช้โจมตี หรือเข้าถึงข้อมูลได้
นอกจากนี้ การประชุมยังพบว่าการรั่วไหลของข้อมูลไม่ได้เกิดจากช่องทางใดช่องทางหนึ่ง แต่มีทั้งแหล่งข้อมูล ช่องโหว่ และกระบวนการที่ผู้ไม่หวังดีนำมาใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคล จึงต้องวางมาตรการป้องกันตั้งแต่ระยะสั้น ระยะกลาง ไปจนถึงการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว

ชง ครม. ใช้ MFA ลดเสี่ยง Username–Password ถูกขโมย
อีกมาตรการสำคัญที่กระทรวงดีอีเตรียมนำเสนอคือ MFA (Multi-Factor Authentication) หรือการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย โดยจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการเข้าสู่ระบบของหน่วยงานรัฐ
แนวทางดังกล่าวมุ่งลดความเสี่ยงในกรณีที่ Username และ Password ถูกขโมยหรือรั่วไหล เพราะการใช้รหัสผ่านเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการป้องกันระบบที่มีข้อมูลสำคัญของประชาชน
สำหรับมาตรการระยะสั้น ยังเตรียมเสนอให้มีการปรับเปลี่ยน Username และ Password สำหรับการเข้าถึงระบบงานของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานเดิมที่อาจถูกนำไปใช้โดยผู้ไม่หวังดี

วางโครงสร้างความปลอดภัยระยะยาว ด้วยการใช้มาตรฐานสากล
ส่วนมาตรการระยะกลางและระยะยาว กระทรวงดีอี เตรียมวางโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันข้อมูล โดยนำระบบและมาตรฐานสากลด้านการยืนยันตัวตน และความปลอดภัยไซเบอร์เข้ามาประยุกต์ใช้
อย่างไรก็ตาม ไชยชนก ย้ำว่า การยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลประชาชนไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจาก ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เนื่องจากข้อมูลมีการเชื่อมโยงและถูกใช้งานอยู่ในระบบนิเวศดิจิทัลเดียวกัน
ดีอี ขอประชาชนไม่ตื่นตระหนก เดินหน้าสกัดตลาดซื้อขายข้อมูล
ไชยชนก ยังกล่าวขอบคุณภาคประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วม และนำเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาการรั่วไหลของข้อมูล พร้อมยืนยันว่ากระทรวงดีอีพร้อมรับฟังแนวทางจากทุกภาคส่วน เพื่อนำมาประกอบการกำหนดมาตรการป้องกัน
ขณะเดียวกัน การบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานยังช่วยให้เห็นภาพรวมขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งกระทรวงดีอีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำข้อมูลดังกล่าวไปขยายผล และกำหนดแนวทางรับมือ เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลถูกนำไปใช้สร้างความเสียหายแก่ประชาชน

“กระทรวงดีอีพร้อมหารือแนวทางด้านต่าง ๆ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา โดยไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกต่อประชาชน และจะร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกำหนดมาตรการ และแนวทางในการป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ และสร้างความเสียหายกับประชาชนต่อไป” ไชยชนก กล่าว
ทั้งนี้ แผนตรวจสอบระบบรัฐเกือบ 30,000 ระบบ ภายใน 15 วัน จะดำเนินการควบคู่กับการผลักดัน MFA และการปรับเปลี่ยนข้อมูลยืนยันตัวตน ซึ่งถือเป็นมาตรการเร่งด่วนที่ กระทรวงดีอี เตรียมใช้เพื่อ “ลดพื้นที่เสี่ยง” ของระบบภาครัฐ
ขณะที่มาตรการระยะยาวจะมุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น เพื่อยกระดับการคุ้มครองข้อมูลประชาชนในภาพรวม
ส่วนขยาย * บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ ** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว) *** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก N/A
สามารถกดติดตามข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่ www.facebook.com/itday.in.th

























